ตูบพิทบูลกลายเป็นฮีโร่ ช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้ หลังถูกแม่ใจร้ายพามาฆ่าให้จมน้ำตาย

pitbull1 pitbull3สลดหนัก แม่ใจยักษ์พาลูกชาย 2 คนไปฆ่า จับกดให้จมน้ำตาย แต่โชคดีอย่างเหลือเชื่อ มี 1 คนรอดชีวิตมาได้ เพราะเจ้าตูบพิทบูลช่วยชีวิตไว้

จากรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2560 ระบุว่า หญิงวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่ออันเนื่องมาจากเหตุผลทางกฎหมาย ได้พาลูกชาย 2 คน อายุ 9 ขวบ และ 5 ขวบ ซึ่งเป็นเป็นพี่-น้องต่างพ่อ ไปที่บริเวณแม่น้ำเมอร์เรย์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อตั้งใจฆ่าอย่างเลือดเย็น
ภายหลังจากพาลูกชายทั้ง 2 คน ไปถึงที่แม่น้ำจุดเกิดเหตุ หญิงรายดังกล่าวได้จัดการนำลูกชายคนโตวัย 9 ขวบ ลงไปในน้ำ จากนั้นก็จับหัวของเขากดลงไปในน้ำ ตั้งใจจะให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต ต่อหน้าต่อตาลูกชายคนเล็กวัย 5 ขวบ ที่เมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว ทางหญิงผู้เป็นแม่จึงนำตัวลูกชายคนเล็กจับกดลงไปในน้ำด้วย

จากรายงานระบุว่า มีผู้พบเห็นเด็กชายคนเล็กครั้งสุดท้ายขณะที่ร่างกำลังลอยไปตามน้ำ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยทีมกู้ภัยให้นำกำลังมาช่วยค้นหา จนในที่สุดก็พบศพ ซึ่งทางทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่เลวร้ายสุด ๆ เขายังเด็กอยู่มาก เห็นแล้วรู้สึกสลดและสะเทือนใจอย่างที่สุด

ขณะที่พี่ชายคนโต เคราะห์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถรอดชีวิตมาได้ เพราะในขณะที่เกิดเหตุ อยู่ ๆ ก็มีสุนัขพิทบูลตัวหนึ่งเข้ามาขัดขวางแม่ใจยักษ์ พร้อมทั้งจู่โจมเข้าทำร้ายจนเธอต้องหนีไป โดยเด็กชายได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และได้รับการรักษาจนหายกลับมาเป็นปกติแล้ว

ภายหลังก่อเหตุ หญิงรายดังกล่าวได้เข้าไปมอบตัวที่สถานีตำรวจในบริเวณใกล้เคียง ก่อนจะถูกจับดำเนินคดีในข้อหาจงใจฆาตกรรม ซึ่งจากรายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวนี้เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกได้เพียงเดือนเดียว ก่อนจะมาก่อเหตุในครั้งนี้

ขณะที่ทางทนายของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า เธอมีอาการสับสนและเสียใจ อย่างไรก็ดี ภายหลังพยานปากสำคัญซึ่งเป็นเพื่อนกับหญิงรายดังกล่าว ได้ให้การว่า ได้ยินผู้ต้องหาพูดว่า “จะให้ลูกจมน้ำตาย”

ขณะที่ด้านตาและยายของเด็กชายทั้งคู่ เปิดเผยว่า เคยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยงานดูแลครอบครัวและเด็ก ถึงความเสี่ยงอันตรายของเด็กที่ต้องอยู่ในความดูแลของแม่ที่เพิ่งออกมาจากคุก แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการใด ๆ ก่อนจะนำมาสู่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้

พ่อข่มขืนลูกสาว อ้างจะทำให้รู้ว่านอนกับผู้ชายดีกว่า หลังลูกบอกไม่ชอบผู้ชาย

1_583พ่อข่มขืนลูกสาว เจอคุก 21 ปี อ้างจะทำให้รู้ว่านอนกับผู้ชายดีกว่ากับผู้หญิง หลังลูกสารภาพชอบเพศเดียวกัน เผยหลังลูกคนนี้ออกจากบ้านไป ยังลงมือกับลูกสาวอีกคนด้วย

วันที่ 4 มีนาคม 2560 เว็บไซต์เมโทร รายงานว่า ศาลในประเทศอังกฤษได้สั่งจำคุกชายวัย 54 ปี รายหนึ่ง ภายหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวของตัวเอง 2 คน โดยอ้างว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ เมื่อลูกสาวคนหนึ่งเข้ามาสารภาพว่าชอบเพศเดียวกัน และที่ทำไปก็หวังจะให้เธอได้รู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายนั้นดีกว่าทำกับผู้หญิงเป็นไหน ๆ

สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 เรื่อยมาเป็นเวลานานร่วม 20 ปี โดยผู้พิพากษาแอนดริว ล็อกฮาร์ท เผยว่า เรื่องทั้งหมดเริ่มภายหลังจากเด็กสาววัย 16 ปี รู้สึกว่าตัวเองชอบเพศเดียวกันและอึดอัดใจกับเรื่องดังกล่าว เลยตัดสินใจบอกพ่อ โดยไม่คาดว่าผู้เป็นพ่อจะตอบสนองเรื่องดังกล่าวด้วยความโกรธที่ควบคุมไม่ได้ และตัดสินใจข่มขืนเธอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายนั้นดีกว่าผู้หญิง
อย่างไรก็ตามการล่วงละเมิดนั้นไม่ได้จบลงเพียงครั้งเดียว อีกทั้งภายหลังจากที่ลูกสาวคนนี้ออกจากบ้านไป ผู้เป็นพ่อก็หันไปลงมือกระทำชำเรากับลูกสาวอีกคนต่อ การกระทำของผู้ต้องหานั้นเป็นการทำให้เด็กสาวรู้สึกอัปยศอดสูและถูกเหยียดหยาม เพียงเพราะความต่อต้านลูกสาวที่ชอบเพศเดียวกัน

ทั้งนี้ผู้ต้องหาจะได้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 21 ปี ในความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ 3 ข้อหา ฐานใช้กำลังกระทำอนาจาร 9 ข้อหา และกระทำอนาจารต่อเด็กอีก 1 ข้อหา

ขณะที่โฆษกขององค์กรสังคมแห่งชาติเพื่อการป้องกันการทารุณเด็ก (NSPCC) เผยว่าเหยื่อในคดีนี้แสดงความกล้าหาญด้วยการเล่าเรื่องนี้ออกมา ทำให้แน่ใจว่าคนที่ทำร้ายเธอจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่สำคัญจากนี้คือการที่พวกเธอจะได้รับการสนับสนุนในสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้ และคดีดังกล่าวก็สะท้อนให้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดเห็นว่า ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะผ่านมานานแค่ไหน หรือคนที่ทำร้ายพวกเขาจะเป็นใคร พวกเขาก็ไม่ควรทนทรมานอยู่ในความเงียบของตัวเองเพียงลำพัง

เจ้าของบ้านช็อก เจอบุรุษไปรษณีย์สุดจิตแอบข่มขืนหมาตัวเองในโรงรถ

Brian Louis George L. Chapman is charged with one count of second-degree burglary, a felony, and one count of bestiality, a misdemeanor for acts alleged to have taken place Feb. 6, 2017. (Photo courtesy Polk County sheriff's office)
Brian Louis George L. Chapman is charged with one count of second-degree burglary, a felony, and one count of bestiality, a misdemeanor for acts alleged to have taken place Feb. 6, 2017. (Photo courtesy Polk County sheriff’s office)

บุรุษไปรษณีย์ถูกจับ หลังก่อเหตุสุดจิต ดอดไปข่มขืนหมาชาวบ้านขณะแวะส่งจดหมาย โดนโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ อาจติดคุกสูงถึง 10 ปี

นายไบรอัน หลุยส์ จอร์จ แอล แชปแมน บุรุษไปรษณีย์ชาวอเมริกันวัย 21 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในข้อหาบุกรุกและชำเราสัตว์ หลังชายคนหนึ่งเข้าแจ้งความว่าไบรอันบุกเข้าไปในบ้าน และได้ข่มขืนกระทำชำเราสุนัขของเขา

จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2560 ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดที่บ้านหลังหนึ่งในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันเกิดเหตุ ไบรอันซึ่งเป็นบุรุษไปรษณีย์แวะมาส่งจดหมายที่บ้านหลังหนึ่งตามปกติ ชายเจ้าของบ้านก็ไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร จนกระทั่งสังเกตเห็นว่าไบรอันหายเข้าไปในโรงรถนานผิดปกติ จึงได้ไปตรวจสอบดูภาพจากกล้องวงจรปิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะตามปกติแล้วแค่วางพัสดุหรือจดหมายไม่น่าจะใช้เวลานานขนาดนั้น
คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าไบรอันเดินเข้ามาในโรงรถพร้อมกับห่อจดหมายและได้วางห่อลงแถวนั้น ทุกอย่างดูปกติดีไม่มีอะไรให้คิดมาก จนกระทั่งบุรุษไปรษณีย์หนุ่มเข้าไปหาหมาตัวหนึ่ง และได้กระทำการสุดคาดคิด นั่นคือข่มขืนมัน

ไบรอันเข้าไปในโรงรถที่บ้านหลังนี้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 และได้ก่อเหตุในเวลาราว 13.30 น. เมื่อเจ้าของบ้านเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขารีบรวบรวมหลักฐานคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดแล้วเดินทางไปแจ้งความโดยทันที ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เห็นหลักฐานก็นำไปสู่การจับกุมไบรอันมาดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ไบรอันถูกจับกุมในความผิดฐานบุกรุกและชำเรากับสัตว์ โดยความผิดฐานชำเรากับสัตว์มีโทษคือปรับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 35,000 บาท) หรือจำคุก 90 วัน ส่วนความผิดฐานบุกรุกนั้นจะโดนทั้งจำทั้งปรับ โดยมีค่าปรับเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 700,000 บาท) และโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

ยังไม่หลุดโผ ไทยครองแชมป์ ประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกปี 2560

2kskdsบลูมเบิร์ก เผย ดัชนีความทุกข์ยากประจำปี 2560 ชี้ ไทย ติดอันดับ 1 ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองครั้งสำคัญ ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก อันมีผลทำให้ในปีนี้ ดัชนีความทุกข์ยาก ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น โดยเว็บไซต์บลูมเบิร์ก ได้เปิดเผยรายงานดัชนีความทุกข์ยาก (Bloomberg’s Misery Index) ประจำปี 2560 โดยพิจารณาจากข้อมูลค่าเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานของประชากรในแต่ละประเทศ

Thailand1

โดยประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่มีการคำนวณจัดสรรการจ้างงาน ทำให้อัตราการว่างงานต่ำ ซึ่งนับว่าติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว จากรายงานระบุว่า ผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 1.2%

ส่วนอันดับ 2 ตามมาด้วยประเทศใกล้เคียงอย่าง สิงคโปร์ มีดัชนีความทุกข์ยากอยู่ที่ 3.1% ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และไอซ์แลนด์ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน อันได้แก่ มาเลเซีย และเวียดนาม มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำสุดอยู่ที่ อันดับ 11 และ 12 คือ 6.1% และ 6.2% ตามลำดับ

ขณะที่ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากสูงที่สุดในโลกประจำปีนี้ ได้แก่ เวเนซุเอลา อันเนื่องมาจากปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดย ผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศมากถึง 499.7% รองลงมาเป็น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา กรีซ และตุรกี

ฮือฮา ร้านตัดผมแนวสยิว ช่างสาวแต่งวาบหวิวเกือบเปลือย ลูกค้าชายเหงื่อตกแน่

 

barber2
โซเชียลฮือฮา แห่แชร์ภาพร้านตัดผมชวนสยิว เมื่อช่างตัดผมสาวแต่งชุดสุดวาบหวิวมาคอยบริการแบบแนบชิด… ผมนี่นั่งไม่ติดเก้าอี้เลย

ร้านตัดผมชายแห่งหนึ่งในเขตออสเคเมน ประเทศคาซัคสถาน กลายเป็นที่ฮือฮาในหมู่บรรดาลูกค้า และเกิดเป็นกระแสพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากภาพการบริการชวนสยิวภายในร้านถูกเผยแพร่ออกมา โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ เผยว่า ที่ร้านแห่งนี้มีการให้ช่างตัดผมสาว ๆ แต่งชุดสุดวาบหวิวเกือบเปลือย สวมทูพีซ ที่มีเพียงผ้ากันเปื้อนกับรองเท้าส้นสูง ส่วนกางเกงชั้นในใส่เพียงบางราย มายืนคอยบริการลูกค้าชายแบบแนบชิดติดเก้าอี้

อย่างไรก็ดี ภายหลังมีการเปิดเผยว่า แท้จริงแล้วหญิงสาวเหล่านี้เป็นแดนเซอร์จากคลับเปลื้องผ้าใกล้ ๆ ซึ่งตกลงมาถ่ายภาพดังกล่าวเพื่อใช้สำหรับเป็นการโฆษณาแคมเปญออนไลน์

แต่ถึงแม้จะบอกว่าเป็นเพียงการโฆษณาเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดและจินตนาการของหนุ่ม ๆ ในโลกออนไลน์ได้ ชายผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งบอกว่า “ผมคิดว่า ผมของผมยาวแล้วล่ะ ว่าจะไปตัดที่ร้านนี้ให้ไวเลย” ขณะที่บางรายก็บอกว่า “ถ้าเป็นแบบนี้เห็นทีว่าคิวน่าจะยาวเชียวล่ะ”

หนุ่มทุ่มเท ลงทุนศัลยกรรมเป็นมนุษย์ต่างดาว-ตัดเจ้าโลกขอเป็นคนไม่มีเพศ

lien1 lien2 lien3เปิดเรื่องราวของช่างแต่งหน้าหนุ่มวัย 22 ปี ที่ลงทุนศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองให้กลายเป็น “มนุษย์ต่างดาวไร้เพศ” เจ้าตัวเผย มีความสุขที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คน ให้กล้าที่จะแตกต่าง

การทำศัลยกรรมตกแต่งถือเป็นเรื่องธรรมดาในยุคปัจจุบัน ใคร ๆ ก็ล้วนอยากแก้ไขจุดบกพร่องบนร่างกายของตนเองให้ดูดีขึ้นด้วยกันทั้งนั้น เช่นเดียวกับหนุ่มชาวอเมริกันรายนี้ที่เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการทำศัลยกรรม เพียงแต่สิ่งที่เขานั้นไม่ใช่ทำเพื่อเสริมความงาม แต่ทำเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองเหมือน “มนุษย์ต่างดาว” ให้มากที่สุด
อาจจะฟังดูแล้วน่าเหลือเชื่อ แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หนุ่มคนนี้มีชื่อว่า วินนี โอห์ นายแบบและช่างแต่งหน้าวัย 22 ปี จากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จากรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เผยว่า วินนีมีความคิดอยู่เสมอว่าเขาคือมนุษย์ต่างดาวและเขาต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองให้เป็นเหมือนกับที่จิตใจเขาคิด เขาเริ่มต้นทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการนี้ตั้งแต่อายุ 17 ปี และทำมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันวินนีผ่านการศัลยกรรมมาแล้วหัวจรดเท้า รวมแล้วมากกว่า 100 ครั้ง อันประกอบไปด้วย การทำเลเซอร์ทั่วทั้งตัว 35 ครั้ง, ฉีดฟิลเลอร์ที่โหนกแก้ม 12 ครั้ง, ฉีดฟิลเลอร์ที่คิ้ว 2 ครั้ง, ฉีดฟิลเลอร์ที่ริมฝีปาก 15 ครั้ง, ฉีดฟิลเลอร์ลบรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ 10 ครั้ง, ฉีดโบท็อกซ์ 5 ครั้ง, ทำจมูก 5 ครั้ง, ฉีดโบท็อกซ์ใต้ตา 1 ครั้ง, ลอกหน้า 5 ครั้ง และทรีตเมนต์แบบแช่แข็งใบหน้าอีก 20 ครั้งด้วยกัน

กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมือนมนุษย์ต่างดาวนั้นไม่ใช่แค่ศัลยกรรมอย่างเดียว การแต่งหน้า-แต่งตัวของวินนีก็เช่นกัน เขามักจะใส่คอนแทคเลนส์สีดำขนาดใหญ่ เล็บปลอมยาว พร้อมกับย้อมผมเป็นสีสันสดใสอยู่เสมอ และในอนาคตเขามีแผนว่าจะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อ “กำจัด” อวัยวะเพศของเขาออกไป ซึ่งแผนการนี้คาดว่าจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนกว่า 160,000 ดอลลาร์ หรือราว 5.6 ล้านบาท

“การเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไร้เพศคือสิ่งที่ใจของผมต้องการ เมื่อใจผมคิดเช่นนั้น ผมก็เปลี่ยนร่างกายตัวเองให้เป็นไปตามความปรารถนาของผม”

“ผมอยากมีชีวิตอยู่โดยที่ไร้เพศตั้งแต่อายุ 17 ปี ผมไม่ต้องการเป็นทั้งเพศชายและเพศหญิง ผมเคยไปปรึกษาแพทย์ แจ้งความจำนงในสิ่งที่ผมต้องการ แต่ดูเหมือนว่าผมจะไม่มีหวังในเรื่องนี้เลย”

“ผมไม่อยากให้ผู้คนคิดว่าผมอยากแปลงเพศเป็นผู้หญิงนะ ผมไม่ต้องการมีอวัยวะเพศ ไม่ว่าจะอวัยวะเพศหญิงหรือเพศชายก็ตาม ถ้าตัดมันทิ้งไปได้ทั้งหมดเลยก็ไม่เห็นเป็นไร ผมสามารถมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีมันก็ได้ ” วินนี กล่าว

วินนีอธิบายเกี่ยวกับตัวตนของเขาว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เขารู้สึกว่าตัวเองมีความแตกต่างจากคนอื่นอยู่ตลอด เขาเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) โดยมองว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (ไม่ใช่เกย์ แต่ไร้เพศ) และเขามีแนวคิดที่ว่า ผู้คนมีสิทธิ์ที่จะแตกต่าง ที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวกแปลกประหลาด
ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกและแตกต่างของวินนี ทำให้เขาเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนทุกครั้งที่เขาออกจากบ้าน ผู้คนที่พบเห็นเขาก็ล้วนมองเขาด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็ชื่นชอบในความมีเอกลักษณ์ของเขา ในขณะที่บางคนก็หวาดกลัวเขา คนที่รู้สึกรังเกียจจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายเขาก็มีเช่นกัน

วินนี เปิดเผยว่า ผู้คนมากมายชื่นชอบเขาและรักในความแตกต่างที่เขาเป็น “ผมดูไม่เหมือนคนทั่วไป สิ่งนี้มันทำให้หลายคนชอบ บางคนบอกว่าผมคือแรงบันดาลให้กับเด็ก ๆ ให้กล้าที่จะแตกต่าง และบอกว่าอยากให้ลูกของเขาโตขึ้นมาเป็นเหมือนผม”

ตอนนี้วินนีได้รับการทาบทามให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของรายการ เดอะ พลาสติกส์ ออฟ ฮอลลีวูด (The Plastics of Hollywood) ซึ่งเป็นรายการโชว์ที่รวบรวมผู้คนที่ชื่นชอบการทำศัลยกรรม เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูแตกต่างจากปกติ มารวมตัวกัน มาร์เซลา อิกเลเซียส โปรดิวเซอร์ของรายการกล่าวว่า วินนีคือตัวแทนของผู้คนยุคใหม่ที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้แตกต่าง และใน 15 ปี ข้างหน้า จะมีผู้คนมากมายที่เป็นแบบเขา
“ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ผู้คนอยากมีความแตกต่าง อยากเป็นตัวของตัวเอง บางคนเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเหมือนกิ้งก่า บางคนอยากเป็นมนุษย์ต่างดาว บางคนผ่าตัดใส่เขาเข้าไปในกะโหลกตัวเอง”

“เป้าหมายของเราคือการดูแลพวกเขาเหล่านี้ และอยากให้สังคมโอบรับพวกเขาเอาไว้ ยอมรับความแตกต่างในสิ่งที่พวกเขาเป็น” มาร์เซลา กล่าว

เกาหลีเหนือ โต้ คิมจองนัม หัวใจวายเสียชีวิต ไม่ใช่เพราะสารพิษร้ายวีเอ็กซ์

jumn1ทางการเกาหลีเหนือ แถลงโต้ คิมจองนัม เสียชีวิตเพราะอาการหัวใจวายจากโรคที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เพราะสารพิษร้ายแรงวีเอ็กซ์ อย่างที่ทางตำรวจมาเลเซียกล่าว

หลังจากก่อนหน้านี้ ทางตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย ได้ออกมาแถลงถึงผลชันสูตรพลิกศพของ คิมจองนัม พี่ชายต่างมารดาของ คิมจองอึน ผู้นำประเทศเกาหลีใต้ ที่ถูกลอบสังหารโดยการจู่โจมด้วยสารพิษที่ใบหน้าจนเสียชีวิตที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีน โดยได้เผยว่า สารพิษดังกล่าวคือ สารวีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสารพิษชนิดอันตราย ที่เคยถูกจัดให้เป็นอาวุธเคมีร้ายแรงในสงครามนั้น
ทว่าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 สำนักข่าว NBC NEWS เปิดเผยรายงานว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ว่า นายคิมซอล ที่ทางการมาเลเซีย ยืนยันว่าเป็น คิมจองนัม ไม่ได้เสียชีวิตเพราะถูกลอบสังหารด้วยสารพิษ แต่เสียชีวิตเพราะหัวใจวายจากอาการป่วยที่เป็นอยู่
โดยนายรีทงอิล อดีตทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกของทางรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า นายคิม มีประวัติการรักษาโรคหัวใจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ชี้ชัดว่า เขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย โดยเผยว่า ก่อนเสียชีวิตเขาอยู่ระหว่างการรักษาโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ทั้งนี้ นายรีทงอิล ได้ปฏิเสธการยืนยันตัวตนนายคิมจองนัม โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ ได้ใช้ชื่อเรียกผู้เสียชีวิตว่า คิมซอล ตามชื่อปลอมที่เขาใช้ในพาสปอร์ต

นอกจากนี้ นายรีทงอิล ยังได้ตั้งคำถามว่า หญิงผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายที่ถูกทางการมาเลเซียจับกุมตัวนั้น ทำไมถึงไม่มีอาการป่วยหรือได้รับอันตรายใดเลย หากสารพิษดังกล่าวเป็นสารพิษวีเอ็กซ์ชนิดร้ายแรงขนาดนั้นจริง เนื่องจากพวกเธอก็สัมผัสสารดังกล่าวโดยตรง

โดยในส่วนของแถลงการณ์ของตำรวจมาเลเซียก่อนหน้านี้ ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายรีบจัดการล้างมือในทันทีหลังก่อเหตุ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการอาเจียนเกิดขึ้นด้วย

สำหรับเรื่องสารพิษวีเอ็กซ์ ที่เป็นอาวุธเคมีต้องห้ามนั้น นายรีทงอิล ระบุว่า หากสารพิษดังกล่าวนี้ถูกนำมาใช้จริง ควรจะมีการตรวจสอบชี้ชัดว่าใครเป็นผู้ทำขึ้นมา แล้วใครเป็นผู้นำเข้ามาในประเทศมาเลเซีย และใครเป็นผู้ส่งต่อสารนั้นให้กับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย

ขณะที่ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สารวีเอ็กซ์ เป็นสารพิษที่ยากจะสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง หากไม่ใช่ในห้องทดลองปฏิบัติการพิเศษระดับรัฐบาล จึงเชื่อว่าทางการเกาหลีเหนือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้

แก๊งตบทรัพย์ซีด ขับปาดให้เหยื่อชนตามแผน แต่สุดท้ายต้องรีบเผ่นหนี !

faaaddbf-9bb9-4961-840d-eff99b14fa53
ทหารพรานเจอแก๊งตบทรัพย์ที่ จ.นครราชสีมา ชี้โดนเก๋งปาดหน้าจนหักไปเฉี่ยวปิกอัพ มิจฉาชีพได้ทีโวยวาย แต่พอเห็นใส่ชุดทหารถึงกับรีบเผ่นหนี
วันที่ 2 มีนาคม 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปักธงชัย อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุจาก ร.อ. บุญร่วม จันทบาล เจ้าหน้าที่ทหารพราน ค่ายปักธงชัย ว่ามีเหตุการณ์กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมตบทรัพย์ตระเวนหาเหยื่อในพื้นที่ จึงแจ้งมาเพื่อตรวจสอบ
ร.อ. บุญร่วม เล่าว่า ขณะที่ตนขับรถยนต์มาตามถนน 304 ขาเข้าปักธงชัย มาถึงบริเวณหน้าทิพวรรณโฮมสเตย์ บ.แหลมรวก ต.ธงชัยเหนือ มุ่งหน้าจะเข้าปักธงชัย ได้สังเกตเห็นรถปิกอัพสี่ประตู สีดำ ด้านหลังไม่ติดป้ายทะเบียน ด้านหน้าติดป้ายทะเบียน กต 7695 นครราชสีมา ลักษณะวิ่งช้า ๆ ริมถนน ตนจึงเร่งความเร็วหวังขับแซงขึ้นไป แต่ทันใดนั้นกลับเจอรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ขับมาด้วยความเร็วประชิดด้านขวาพร้อมบีบแตรไล่เสียงดังยาว ทำให้ตนขับไปเบียดกับปิกอัพคันดังกล่าว

ทั้งนี้ ร.อ. บุญร่วม กล่าวต่อไปว่า จากนั้นคนขับรถปิกอัพซึ่งเป็นผู้หญิง ได้จอดรถและลงมาโวยวายที่ตนไปเฉี่ยวชนรถเสียหาย ตนจึงลงมาจากรถมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อหญิงคนนั้นเห็นตนสวมชุดทหารก็มีอาการตกใจก่อนจะรีบขึ้นรถขับหนีออกไปอย่างรวดเร็ว จึงน่าเชื่อว่าจะเป็นแก๊งตบทรัพย์ ตนจึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงเปิดเผยเรื่องราวเพื่อเตือนภัยประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนให้ระวังพฤติกรรมของมิจฉาชีพเหล่านี้

ใจร้ายเหลือเกิน…หมาจรจัดพิการ ถูกคนใจบาปใช้เชือกฟางมัดปาก

a1_128สุดสลด สาวเจอสุนัขจรจัดพิการขาหลังเดินไม่ได้ ถูกคนใจบาปใช้เชือกฟางมัดปาก เผยพาไปหาหมอ แต่ที่ไหนก็ไม่รับรักษา

วันที่ 2 มีนาคม 2560 เฟซบุ๊ก จารุวรรณ คงกระโทก ได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นสุนัขพิการตัวหนึ่งอยู่ริมทางรถไฟ ในพื้นที่เขตบางซื่อ ซึ่งมันถูกเชือกฟางสีเขียวมัดปาก ซ้ำขาหลังของมันยังพิการแทบเดินไม่ได้ โดยเจ้าของโพสต์ได้ช่วยแก้มัดปากให้มันในเบื้องต้น แต่เมื่อแก้มัดที่ปากแล้ว เจ้าหมากลับมีอาการหายใจแรง ก่อนจะเซเล็กน้อย และล้มฟุบไป

ต่อมาเจ้าของโพสต์ได้ระบุความเคลื่อนไหวว่า กำลังพาเจ้าหมาตัวดังกล่าวไปหาหมอ แต่ก็ไม่มีที่ไหนรับรักษา ซึ่งขณะนี้ก็กำลังขับรถหาโรงพยาบาลสัตว์ที่รับรักษาอยู่ อย่างไรก็ดีหากมีความคืบหน้าจะนำมารายงานให้ทราบต่อไป

ขณะที่ผู้ที่ได้เห็นโพสต์ดังกล่าวต่างประณามการกระทำของคนใจบาปที่ทำกับเจ้าหมาตัวนี้ และขอให้มันปลอดภัยโดยเร็ว

สลด แม่ผูกคอตายทิ้งลูกวัย 2 เดือนนอนร้องไห้จ้า-คาดน้อยใจแฟนทอม

a1_108สาวน้อยใจแฟนทอม ผูกคอตายในห้องพัก ทิ้งลูกน้อยวัย 2 เดือนร้องไห้จ้า เผชิญชะตากรรมตามลำพัง

วันที่ 2 มีนาคม 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ผูกคอเสียชีวิต ที่ห้องพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยาร่วมตรวจสอบ
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบศพ น.ส. มณีรัตน์ จันดี อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ สภาพลำคอเขียวช้ำ ที่ข้อมูลมีบาดแผลเป็นรอยกรีดด้วยของมีคม ซึ่งเพื่อนผู้ตายได้คอยดูเหตุการณ์ และกั้นไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าที่เกิดเหตุ คาดว่าเสียชีวิตมาประมาณ 1-2 ชม.

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเบื้องต้น พบไม้แขวนเสื้อตกอยู่ใกล้กับหน้าต่างของห้อง และพบเด็กชายวัย 2 เดือน ซึ่งเป็นลูกของผู้ตายนอนร้องไห้อยู่บนเตียงใกล้กันกับศพ สร้างความเวทนาให้กับผู้ที่พบเห็น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ และมอบร่างให้กับเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อนำศพไปไว้ที่โรงพยาบาลบางละมุง เพื่อรอญาติมารับไปทำพิธีทางศาสนา

ด้านนางกฤษณา รักษาญาติ อายุ 52 ปี แม่บ้านที่อาศัยอยู่ใกล้บ้านที่เกิดเหตุเล่าว่า ตนได้ยินเสียงเด็กร้องก่อนที่เพื่อนผู้ตายจะวิ่งมาบอกว่า ผู้ตายได้ใช้ไม้แขวนเสื้อแขวนคอกับลูกกรงหน้าต่าง จึงได้พยายามช่วยนำร่างลงมา และแจ้งเจ้าหน้าที่แต่เสียชีวิตก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง

เบื้องต้นจากการสอบสวนคาดว่า สาเหตุมาจากผู้ตายเกิดความน้อยใจแฟนทอมบอยที่คบหากัน เนื่องจากตัวผู้ตายทำงานอยู่ที่พัทยา ส่วนแฟนทำงานอยู่ที่ระยองจึงเกิดความหึงหวง และประชดด้วยการใช้ไม้แขวนเสื้อผูกคอตายดังกล่าว ก่อนทิ้งลูกน้อยนอนร้องไห้อยู่บนเตียงเผชิญชีวิตต่อไป