5 วิธีใส่ผ้าปิดปากคาร์บอน ชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่ต้องสับสนอีกต่อไป

main_8หลายคนยังสับสนไม่หายว่าผ้าปิดปากคาร์บอนจริง ๆ แล้วต้องใส่อย่างไรจึงจะถูกต้องและป้องกันเราได้อย่างเต็มที่ งั้นเอาเป็นว่ามาดูวิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องกันค่ะ

ฝุ่นควัน ละออง และเชื้อโรคที่แฝงมากับอากาศรอบ ๆ ตัวเราเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ดังนั้นทางป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายที่ดีที่สุดก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่เชื่อไหมคะว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังสับสนกับการใส่หน้ากากอนามัยอยู่ โดยเฉพาะการใส่ผ้าปิดปากคาร์บอนหรือหน้ากากอนามัยคาร์บอน ซึ่งก็คือหน้ากากอนามัยที่มีชั้นกรองคาร์บอนสำหรับกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ และไอของสารเคมีที่มาจากมลพิษทางอากาศ ควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ว่าตกลงต้องหันด้านไหนออก หันด้านไหนเข้ากันแน่นะ ?
วิธีใส่ผ้าปิดปากคาร์บอน

Mask_1 Mask_2

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบผ้าปิดปากคาร์บอนมาสวมใส่

2. ใช้มือจับที่สายคล้องหูทั้ง 2 ข้าง แล้วตรวจสอบหน้ากากอนามัยโดยหันด้านสีเข้มออกด้านนอก ด้านสีจางหันเข้าด้านใน แถบเหล็กต้องอยู่ด้านบน และรอยจีบพับต้องคว่ำลง

3. สวมใส่หน้ากากโดยดึงสายคล้องหูเข้ากับหูให้กระชับ

4. ดัดแถบเหล็กให้แนบชิดไปกับสันจมูก และดึงหน้ากากคาร์บอนด้านล่างให้คลุมลงมาถึงใต้คาง เพื่อความมิดชิด

5. เมื่อต้องการดื่มน้ำ หรือประทานอาหารกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากคาร์บอนออก เพียงแค่ดึงหน้ากากอนามัยลงมาไว้ใต้คางก็พอ และเมื่อรับประทานอาหารเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว ให้ดึงหน้ากากคาร์บอนกลับมาคลุมจมูกเหมือนเดิม แต่ก็อย่าลืมล้างมือทุกครั้งหลังจากแตะหรือจับหน้าผ้าปิดปากด้วยนะคะ

Mask_3
นอกจากนี้ยังมีข้อควรปฎิบัติในการสวมใส่หน้ากากอนามัยมาฝากเพิ่มเติมด้วย ดังนี้ค่ะ

1. เมื่อไรก็ตามที่หน้ากากอนามัยเปรอะเปื้อน เปียกชื้น หรือชำรุด ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยใหม่ทุกกรณี

2. เมื่อต้องการถอดหน้ากากอนามัย อย่าจับที่ตัวผ้าเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคนับล้าน ๆ ตัว แต่ให้จับที่สายคล้องหูและถอดหน้ากากออกมาแทน

3. ควรทิ้งหน้ากากอนามัยในถังขยะที่มีฝาปิด หรือทิ้งหน้ากากอนามัยในถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้เรียบร้อย ก่อนหย่อนลงถังขยะ

4. ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะจะเป็นการสะสมเชื้อโรคหรือแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังที่ต่าง ๆ ได้ และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจากจับหน้ากากอนามัยใช้แล้ว

เชื้อโรคจะไม่มีทางเข้ามาก่อกวนสุขภาพของเราได้ แค่เรารู้จักใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีนะคะ ดังนั้นหากใครยังสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบมึนงงกันอยู่ ก็ได้เวลามาใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีกันแล้ว

5 อาหารทำลายสุขภาพคนวัยทำงาน เลี่ยงไว้เป็นดี

infoรีบบอกลาอาหารทั้ง 5 ชนิดนี้ เพราะถ้าทานมาก ๆ ก็เตรียมรับมือกับโรคร้ายที่มาเคาะประตูรออยู่ได้เลย

สำหรับคนวัยทำงาน ย่อมมีทั้งความเครียด ความกดดันต่าง ๆ ที่คอยทำลายสุขภาพของเราอยู่แล้ว ไหนจะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนต้องลาป่วยในแต่ละปีก็ไม่ใช่น้อย เวลาที่จะดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรหาเวลาเพื่อทำให้เราแข็งแรง พร้อมลุยกับงานได้อย่างเต็มร้อย แต่อีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ ๆ ที่คนวัยทำงานส่วนมากต้องเจอคือปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอันเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คอยบั่นทอนสุขภาพ ของเราให้ทรุดโทรมลงโดยที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ทาง masii ได้หยิบอาหารที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายมาเตือนสติคนวัยทำงานเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและควบคุมได้ถูกต้อง
1. กาแฟ

เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวออฟฟิศและวัยทำงาน เชื่อว่าร้อยละ 80-90 % ของคนวัยทำงานดื่มกาแฟกันแทบทุกวัน บางคนดื่มจนติด ต้องดื่มมากจนเกินปริมาณที่พอดี ซึ่งในกาแฟ 1 แก้ว มีทั้งนม, น้ำตาล, ครีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหวานมันตามที่แต่ละคนชอบ หากเราดื่มในปริมาณที่พอดี พอให้ร่างกายเราสดชื่นในขณะทำงานก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนมากกาแฟ 1 แก้วก็ค่อนข้างให้พลังงานสูง ยิ่งถ้าดื่มมาก ๆ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเสพติดสารคาเฟอีน หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะหงุดหงิด ง่วงนอน ปวดศีรษะได้ แถมยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงจากบรรดาส่วนผสมต่าง ๆ ในกาแฟ

ดังนั้นหากเลี่ยงที่จะไม่ดื่มได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือบางท่านที่ต้องการดื่มจริง ๆ ก็แนะนำว่าเป็นกาแฟดำ อาจใส่สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาลได้เล็กน้อย จะให้พลังงานที่น้อยกว่า แต่ก็พอให้ร่างกายสดชื่น หรือหากท่านใดที่เกิดอาการง่วงในขณะทำงาน อาจลองพักงานไว้สักครู่ แล้วเดินลุกขึ้นบิดตัวซ้าย-ขวา ลองเปลี่ยนอิริยาบถแก้ง่วงสักครู่ก็จะช่วยให้คุณหายง่วงและสดชื่นขึ้นได้ครับ

2. ขนมขบเคี้ยวและของหวาน

อีกหนึ่งพฤติกรรมการกินของคนวัยทำงานที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาก็คือการกินของขบเคี้ยว เช่น สแน็ก หรือของหวานต่าง ๆ ในระหว่างทำงาน บางคนถึงกับต้องมีติดไว้ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลาสำหรับข้ออ้างไว้แก้ง่วง ในไม่ช้าโรคความดัน เบาหวาน และโรคอ้วนก็จะถามหา

วิธีแก้ไขก็คือ ทานมื้อหลัก ๆ ให้อิ่มเพียงพอ หรือลองเปลี่ยนจากสแน็กของหวานต่าง ๆ มาเป็นผลไม้ เป็นถั่วอบที่ไม่มีการปรุงรสดู อาจช่วยให้คุณสดชื่นและลดปริมาณแป้งและน้ำตาลต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายเกินความจำเป็นได้อีกด้วย
3. น้ำอัดลม

เป็นของควบคู่กับขนมขบเคี้ยวเลยก็ว่าได้สำหรับน้ำอัดลม บางท่านดื่มทุกวันจนติดกับความหวานความสดชื่นที่ได้จากน้ำอัดลม จนลืมว่านั่นคือบ่อเกิดของโรคอ้วน โรคเบาหวานชั้นดี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เลิกได้เลยก็ยิ่งดี แล้วเปลี่ยนมาดื่มน้ำธรรมดาให้เพียงพอจะดีกว่า เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับร่างกายแล้ว ยังทำลายสุขภาพโดยไม่จำเป็น

4. ฟาสต์ฟู้ด

ในเวลาเร่งรีบ คนทำงานส่วนมากก็จะเลือกอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดมาบริโภคกัน เพราะสะดวกและง่าย ไม่เสียเวลา หากไม่ได้รับประทานเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าสำหรับใครที่เลือกทานอาหารประเภทนี้เป็นอาหารหลักทุก ๆ วันในมื้อเช้าที่เร่งรีบหรือช่วงกลางวันแล้วต้องระวังไว้ เพราะอาหารประเภทนี้ประกอบไปด้วยแป้งและน้ำมันเป็นส่วนมาก คุณค่าทางอาหารน้อย และยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เพราะของทอด ๆ มัน ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง แป้งและไขมันก็จะนำมาซึ่งโรคความดันและโรคอีกมากมายตามมา ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดูซะใหม่ รับประทานอาหารที่ให้คุณค่ากับร่างกายมากขึ้นจะดีกว่า

5. ของหมักดอง

บรรดาผลไม้ดองรสชาติจี๊ดจ๊าดของโปรดสาว ๆ ออฟฟิศนั้น ซ่อนไว้ด้วยอันตรายมากมาย ทั้งจากสารที่ใช้ดองอย่างขัณฑสกรหรือน้ำตาลปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นการหมักดองที่ไม่ถูกลักษณะวิธีจะยิ่งอันตราย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ หรือถ้ารับประทานเป็นประจำก็จะเกิดการสะสมของสารเคมีจากการดองก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย คิดแล้วก็ไม่คุ้มค่ากับรสชาติจี๊ดจ๊าดเอาซะเลย

นอกจากอาหาร 5 ประเภทนี้ที่เราควรหลีกเลี่ยง เราก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่นตลอดเวลา หาเวลาออกกำลังกายบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นอกจากจะกระทบต่อตัวเราแล้วก็ยังจะกระทบกับงานของเราทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย ดังนั้น สุขภาพดี ทำงานได้เต็มที่ เจ้านายรัก อนาคตสดใสแน่นอนครับ

6 ภัยจากหน้าหนาว ที่ต้องรู้ให้ทัน เพราะอันตรายถึงชีวิต !

640_4ภัยหน้าหนาวที่เราต้องระวังและป้องกันไว้ก่อน เพราะหากประมาทอาจต้องสูญเสียชีวิต

ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว บริเวณพื้นที่สูง บนยอดดอย อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงเรื่อย ๆ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็เริ่มมีลมเย็นให้คนเมืองได้สัมผัสไอหนาวให้พอยิ้มได้ ส่วนจะหนาวยาวนานกี่วันนั้น เป็นเรื่องที่คนกรุงยังต้องลุ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ฤดูหนาวที่มาเยือนนี้ นอกจากภัยสุขภาพแล้ว ก็ยังมีภัยใกล้ตัวอื่น ๆ ที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆในฤดูหนาว วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. มีวิธีการป้องกันเพื่อให้รู้เท่าทันรับมือภัยหน้าหนาวปีนี้ ดังต่อไปนี้ค่ะ
1. เลี่ยงอาบน้ำเย็นจัดเสี่ยงช็อก

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น หรือบริเวณยอดเขาที่มีอุณหภูมิต่ำมาก กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเตือนว่า ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่เย็นจัด เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะช็อก ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำ หรืออุณหภูมิที่เย็นจัด โดยไม่ได้เตรียมตัวหรือให้ร่างกายปรับตัวก่อน ระบบประสาทจึงมีการตอบสนองอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก อีกทั้งความเย็นจัดแบบฉับพลันนี้ จะทำให้เส้นเลือดหดตัวเร็ว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ เกิดอาการหมดสติได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็นจัด หรือหากจำเป็นควรเช็ดตัวก่อน หรือค่อย ๆ อาบโดยใช้น้ำลูบตัว เพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อน

2. ระวังภัยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส

หน้าหนาวนี้หลายคนได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งในบางสถานที่พักได้มีการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส โดยกรมควบคุมโรคได้แนะนำให้ผู้ประกอบการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สให้ได้มาตรฐาน ภายในห้องที่มีการระบายอากาศที่เพียงพอ ติดป้ายเตือน และบอกถึงวิธีการใช้งานอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ใช้ควรสังเกตอาการที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับแก๊สระหว่างอาบน้ำ เช่น เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด หายใจลำบาก ควรรีบออกจากห้องน้ำ หรือหากได้กลิ่นแก๊สผิดปกติ ควรรีบเปิดประตู ปิดเครื่องทำน้ำอุ่น และออกจากห้องน้ำทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น แต่หากห้องน้ำไม่มีเครื่องระบายอากาศ แนะนำว่าให้เปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที ก่อนที่คนอื่นจะอาบน้ำต่อ หรือหากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติม โทร. สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ตลอดเวลา

3.กินเหล้าแก้หนาว ความเชื่อผิด ๆ

จากสภาพอากาศหนาวเย็น บางคนนิยมดื่มเหล้า เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นร่างกาย แก้หนาวได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเตือนแล้วว่าเป็นความเชื่อที่ผิด และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก และย้ำว่าไม่ควรดื่มสุราแก้หนาว เนื่องจากในช่วงแรกร่างกายจะรู้สึกร้อนวูบวาบ จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำกว่าปกติ และสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น หากดื่มในปริมาณมากจนเมา และเผลอหลับโดยไม่ห่มผ้า หรือสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตได้
4. ภัยเงียบเสื้อกันหนาวมือสอง

เข้าสู่หน้าหนาวประชาชนส่วนใหญ่มักซื้อเสื้อกันหนาวมาสวมใส่ โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวมือสอง สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ในเสื้อกันหนาวมือสองอาจมีเชื้อโรค หากไม่ทำความสะอาดก่อนอาจเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคกลากเกลื้อน โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังจากพาหะนำโรค เช่น ตัวไร ตัวเรือด เห็บ หมัด และโลน

ผู้ซื้อจึงควรสวมผ้าปิดจมูกขณะเลือกซื้อ เพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองที่มากับเสื้อผ้า หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ ประเภทขนฟู เพราะทำความสะอาดยาก อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ และควรทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้า แล้วนำมาต้มในน้ำเดือด หรือน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที – 1 ชั่วโมง แล้วนำไปตากแดดจัดให้แห้ง ก่อนนำมาสวมใส่ ในส่วนของผู้ขายควรวางเสื้อผ้าไว้บนโต๊ะ ไม่วางกองกับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นละออง และแมลงชนิดต่าง ๆ เข้าไปอาศัยในเสื้อผ้าได้

5. อุบัติเหตุทางถนน

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แนะนำการเดินทางบนท้องถนนในสภาพอากาศหนาวเย็น โดยให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกลงจัด และควันไฟปกคลุม ด้วยการเปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่เปลี่ยนช่องทางจราจรกะทันหัน ไม่ขับแซงในระยะกระชั้นชิด

หากมีหมอกลงจัดจนมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน ควรจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น ที่พักริมทาง สถานีบริการน้ำมัน รอจนหมอกบาง จึงค่อยขับรถไปต่อ โดยล่าสุดนี้ สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้จัดทำโครงการ “เปิดไฟหน้ารถ ช่วยลดอุบัติเหตุ” ด้วยการเชิญชวนทุกคนสร้างวินัยจราจรเปิดไฟหน้ารถ เพื่อลดการสูญเสียอุบัติเหตุบนท้องถนน
6. ดูแลสุขภาพรับอากาศหนาว

สภาพอากาศหนาวเย็น ควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมถุงมือ ถุงเท้า สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ รวมถึงดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เพราะมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะหากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

อีกทั้งไม่ควรนอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่สวมเสื้อผ้าหรือห่มผ้า เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้เลือดไหลเวียนช้า ร่างกายขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้ หรือการดูแลสุขภาพง่าย ๆ ตามแนวคิดของ สสส. คือ “3 อ. 2 ส.” โดย 3 อ. ประกอบด้วย ออกกำลังกายให้เหมาะสมและเพียงพอ วันละ 30 นาที การกินอาหารลดหวาน มัน เค็ม และปรับอารมณ์ให้ไม่เครียดมากเกินไป ขณะที่ 2 ส. คือ ลดการสูบบุหรี่ และลดการดื่มสุรา

หน้าหนาวนี้ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันอันตรายและลดผลกระทบจากภัยในช่วงฤดูหนาวได้รวมถึงทำให้การดำเนินชีวิตในช่วงฤดูหนาวเป็นไปอย่างปลอดภัย

หิวอะไรขนาดนั้น คู่รักเล่นจ้ำจี้หน้าเคาน์เตอร์ร้านพิซซ่า ไม่แคร์สายตาพนักงาน

a1_311
อารมณ์เปลี่ยวมันไม่เข้าใครออกใคร ! กล้องวงจรปิดจับภาพคู่รักหนุ่มสาวมีเซ็กส์กันกลางร้านพิซซ่า งานนี้สุดโจ่งแจ้ง จัดเต็มไม่สนสายตาพนักงานในร้าน

แน่นอนว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ การที่คู่รักจะมีซัมติงกันนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาในบางวัฒนธรรม แต่การจะไปทำเรื่องอย่างว่ากันในที่สาธารณะราวกับว่าโลกนี้มีแค่เพียงเธอกับฉันนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่แคร์ใครแล้วนั้น ยังสร้างความอุจาดแก่สายตาชาวบ้านชาวช่องอีกด้วย ดังเช่นหนุ่มสาวคู่นี้ที่ไปเล่นจ้ำจี้กันกลางร้านพิซซ่า !

จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุว่า เหตุบัดสีบัดเถลิงดังกล่าวเกิดขึ้นในร้านโดมิโนพิซซ่าสาขาหนึ่งในสคาร์โบโรห์ นอร์ทยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินทางมาที่ร้านเพื่อสั่งพิซว่าไปรับประทาน แต่ในระหว่างที่กำลังรอพนักงานจัดเตรียมพิซซ่าอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ทั้งคู่เกิดอารมณ์เปลี่ยว ไฟปรารถนาลุกพรึ่บขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ในเมื่ออารมณ์มันมาแล้วแต่พิซซ่าก็ยังไม่ได้ จะวิ่งไปที่อื่นก็เสียเวลา ทั้งคู่ก็จัดเสียเลยตรงนั้น จากคลิปวิดีโอที่ได้จากกล้องวงจรปิดของร้านจะเห็นได้ว่า คู่รักคู่นี้จัดเต็มมาก เริ่มตั้งแต่ฝ่ายชายยืนให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าสำเร็จความใคร่ให้ แต่ทุกอย่างไม่จบลงแค่นั้น เพราะทั้งคู่กลับบรรเลงเพลงรักบทต่อไปทันที ซึ่งก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล ตรงหน้าเคาน์เตอร์นั่นเอง

คลิปที่ได้จากกล้องวงจรปิดนั้นมีความยาวเพียงไม่กี่วินาที แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคาดว่าน่าจะกินเวลายาวนานกว่านั้น เมื่อคลิปถูกเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตมันก็กลายเป็นคลิปโด่งดังในชั่วข้ามคืน เมื่อมีคนสามารถระบุตัวตนของทั้งคู่ได้ และนักข่าวจากเว็บไซต์เดอะซัน ก็ตามไปสัมภาษณ์ทั้งคู่ถึงประสบการณ์ในร้านพิซซ่าที่เพิ่งเกิดขึ้น
ฝ่ายหญิงกล่าวว่า เธอแฟนหนุ่มคบหาดูใจกันได้ราวเดือนกว่า ๆ แล้ว ตอนที่เธอและแฟนรู้ว่าทั้งคู่กลายเป็นข่าวดังนั้น เธอและเขาต่างพากันขำกลิ้ง แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย เธอจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย

“ฉันเป็นคนเปิดกว้างในเรื่องเซ็กส์ค่ะ ฉันกับแฟนเคยคุยกันมาตลอดว่าอยากไปลองทำแบบนั้นในที่สาธารณะ เพราะมันน่าจะตื่นเต้นดี ที่ที่คิดกันไว้ก็มีกลางโรงแรม ในรถบัส ในรถตู้ ในสระว่ายน้ำ และในทุ่ง แต่อยู่ ๆ สุดท้ายได้มาทำกันในร้านพิซซ่าซะงั้น” สาวในคลิปกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทั้งคู่กำลังกำลังกลัวว่าจะถูกตำรวจจับในข้อหากระทำอนาจารในที่สาธารณะ และสำหรับทางร้านร้านโดนิโนที่เกิดเหตุนั้น ตัวแทนของร้านได้ออกมาปฏิเสธที่แสดงความเห็นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

พระเอกหนังโป๊เปิดใจ ทิ้งเงินแสนอำลาหนังผู้ใหญ่ เหตุติดยาปลุกเซ็กส์จนแข็งนาน 12 ชม.

a1_132พระเอกหนังโป๊ชื่อดังโบกมืออำลาวงการ หลังเสพติดยาปลุกเซ็กส์อย่างหนัก จนทำให้อวัยวะเพศแข็งค้าง อึด ทนยาวนานไม่ล้ม ถึง 12 ชั่วโมง จนเจ็บปวดทรมาน

คนที่ติดตามวงการหนังผู้ใหญ่ฝั่งตะวันตกอยู่บ่อย ๆ คงจะเคยได้ยินชื่อ แดนนี่ ไวลด์ (Danny Wylde) มาบ้างไม่มากก็น้อย บางคนอาจจะแค่รู้จักผ่าน ๆ บางคนอาจจะเคยรับชมผลงานการแสดงของเขา ซึ่งตอนนี้แฟน ๆ จะไม่ได้รับชมผลงานใหม่ ๆ ของแดนนี่อีกต่อไป เพราะเขาได้โบกมืออำลาวงการเป็นที่เรียบร้อย และเขาได้ออกมาเปิดใจเรื่องลับ ๆ ในวงการ และเหตุผลที่เขาทิ้งเงินก้อนโต เพื่อกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ
จากรายงานของเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 ระบุว่า แดนนี่ใช้ยาปลุกเซ็กส์ที่ชื่อว่า เซียลิส ซึ่งเป็นยาที่ใช้เพิ่มสมรรถภาพทางเพศอยู่เสมอ เนื่องจากอาชีพการงานของเขา ทำให้เขาจำเป็นต้องพึ่งพายาเพื่อให้อยู่ทนอยู่นาน โดยในช่วงแรก ๆ ตัวยานี้ไม่ได้แสดงผลเสียอะไร แต่เมื่อใช้ไปนานเข้า อาการก็เริ่มปรากฏให้เห็น
ผลจากการใช้ยาทำให้แดนนี่ประสบภาวะองคชาตแข็งค้าง ซึ่งอวัยวะเพศของเขาแข็งตัวอยู่เป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมงจนเกิดความเจ็บปวด ซึ่งบางครั้ง แดนนี่ฉีดยาให้องคชาตแข็งมากกว่า 4 เท่าจากปริมาณที่แนะนำ จนส่งผลให้องคชาตของเขาแข็งทนกว่า 12 ชม. และเป็นเหตุให้แดนนี่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาภาวะองคชาตแข็งค้างถึง 3 ครั้ง และในครั้งนี้นี่เอง ที่แพทย์ก็ได้แนะนำแดนนี่ว่าควรยุติการใช้ยาตัวนี้ เพราะถ้าหากเขายังคงดึงดันใช้ต่อไป มันอาจจะเกิดผลร้ายที่หนักกว่าแค่อวัยวะเพศแข็งค้าง นั่นคือผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศอาจจะเกิดการสร้างเนื้อเยื่อที่จะนำไปสู่การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศแบบถาวร

a3_81
เนื่องจากแดนนี้ประสบปัญหาใช้ยาจนติด การหยุดใช้ยาทำให้เขาไม่สามารถแสดงได้อีก เขาจึงไปบอกกับทางเว็บไซต์ต้นสังกัด ซึ่งนำไปสู่การยุติอาชีพของเขาในเวลาต่อมา
แดนนี่มีชื่อจริงว่า คริสโตเฟอร์ ซายเช็กก์ ตลอดเวลากว่า 10 ปี ในสายอาชีพนี้ แดนนี่ได้ฝากผลงานการแสดงเอาไว้มากถึง 600 เรื่อง ก่อนหน้าที่จะมีต้นสังกัดเป็นหลักแหล่ง ค่าตัวในการแสดงของเขาอยู่ที่ราว 300-700 ดอลลาร์สหรัฐต่อการแสดง (ราว 10,600-24,700 บาท) และเมื่อเซ็นสัญญากับบริษัทอย่างเป็นทางการแล้ว รายได้ของเขาก็เพิ่มสูงขึ้น โดยเขาได้ค่าจ้างเดือนละ 4000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 141,000) ต่อเดือน โดยทำงานแค่เพียง 6 วันต่อเดือนเท่านั้น

ถึงแม้ว่าตอนนี้แดนนี่จะยุติหน้าที่การเป็นพระเอกตัวหลักไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการหนังผู้ใหญ่อยู่ โดยหันเหไปเป็นไปเบื้องหลังแทน ทั้งเขียนบท และเป็นโปรดิวเซอร์ อีกทั้งยังเริ่มต้นธุรกิจผลิตซอสเผ็ดขายอีกด้วย

สาวลั่นอยากสัมผัสความสนุกกับชายใส่เจ้าโลกเทียม ระหว่างทัวร์ทำออรัลเซ็กส์

a437e157-80f3-4c64-a001-35fd018162ccนางแบบสาวเผย อยากสัมผัสความสนุกกับชายใส่เจ้าโลกเทียม คาดหวังจะต้องใหญ่และดีกว่า “ของปกติ” หวังจะได้เจอกันระหว่างเธอไปทัวร์ออรัลเซ็กส์กับผู้โหวต โน ประชามติร่าง รธน. อิตาลี ตามสัญญา
กลายมาเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้งสำหรับหญิงสาวที่เคยออกมาประกาศ จะขอทำออรัลเซ็กส์ให้ทุก ๆ คนที่โหวต โน ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของอิตาลีในปีที่ผ่านมา เมื่อในคราวนี้เธอได้ออกมายืนยันว่าจะ “รักษาสัญญา” และยังหวังจะได้สร้างเสริมประสบการณ์ดี ๆ กับชายสกอตแลนด์ผู้มีอวัยวะเพศเทียมอีกด้วย
โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ รายงานว่า เปาลา เซาลิโน นางแบบสาวอิตาเลียนวัย 27 ปี ซึ่งยังคงติดค้างสัญญาในการทำออรัลเซ็กส์แก่ผู้ออกเสียง 19 ล้านคน เผยว่าเธอต้องการจะพบกับ มูฮัมเหม็ด อาบัด และหวังจะได้ใช้ทักษะที่เธอแสนชำนาญกับอวัยวะเพศเทียมมูลค่า 70,000 ปอนด์ (ราว 3 ล้านบาท) ของเขา ซึ่งเธอมองว่ามันอาจจะมีขนาดใหญ่และใช้งานได้ดีกว่าอวัยวะเพศปกติ ของหนุ่ม ๆ ทั่วไป

และเพื่อให้สามารถมีประสบการณ์อันแสนสนุกสนานด้วยกัน เธอยังหวังจะได้เจอกับมูฮัมเหม็ดในสหราชอาณาจักร ระหว่างที่เธอออกทัวร์ “ทำตามสัญญา” ในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้เปาลาเคยอวดอ้างว่าตัวเองเคยผ่านประสบการณ์กับผู้ชายมาแล้วกว่า 400 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวมันช่างดูน่าเบื่อ เพราะเป้าหมายของเธอจริง ๆ ก็คือการหาความสุขกับผู้ชายให้ได้ครบล้าน
สำหรับมูฮัมเหม็ด ชายวัย 44 ปี เขามีอันต้องเสียของรักดั้งเดิมไปในอุบัติเหตุเมื่อปี 2521 ก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดเพื่อคืนความเป็นชายในปี 2555 โดยอวัยวะเพศเทียมที่เขาได้รับนี้มีขนาด 8 นิ้ว นับจากนั้นเขาก็ได้รับคำเชิญชวนจากผู้หญิงจำนวนมากที่อยากจะลองมีประสบการณ์แปลกใหม่กับอวัยวะเทียมของเขา แต่ด้วยความที่เขาใช้เวลาทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ไม่อาจรับข้อเสนอต่าง ๆ ได้หมด

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามเขาว่าจะไปพบกับเปาลาหรือไม่ เขาก็ให้คำตอบง่าย ๆ ว่า “ไปสิ ผมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”

ไม่ปลื้ม ผู้นำไอซ์แลนด์สุดยี้สับปะรดในพิซซ่า ลั่นถ้าเป็นไปได้อยากแบนให้หมด

a1_284สับปะรดผิดอะไร ? ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ชี้ไม่นิยมสับปะรดบนหน้าพิซซ่าและอยากแบนไปเสียให้หมด แต่เผยในภายหลัง แค่ไม่ชอบเฉย ๆ ไม่ได้จะออกกฎหมายแบนแบบจริงจัง

พิซซ่าน่าจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลาย ๆ คน ความสนุกของพิซซ่าคือหน้าของมัน เราสามารถสั่งได้หลากหลายตามความชอบ บางคนชอบหน้าไส้กรอก บางคนชอบซีฟู้ด บางคนก็อาจจะชอบพิซซ่าที่มีชีสเยอะ ๆ แต่ก็มีพิซซ่าอยู่หลายหน้าที่อาจจะสร้างปัญหาเวลาสั่งมารับประทาน เหตุผลก็เพราะว่ามันมีสับปะรด ซึ่งคนที่ชอบก็ชอบมาก ส่วนคนที่ไม่ชอบก็อาจจะยี้อย่างที่สุด ประธานาธิบดีแห่งไอซแลนด์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ประธานาธิบดีกุดนี ธอร์เลเซียส โยฮานเนสซัน แห่งไอซ์แลนด์ คือผู้ที่ไม่นิยมชมชอบพิซซ่าที่มีสับปะรดเลยแม้แต่น้อย ประเด็นนี้กลายเป็นที่พูดถึงขึ้นมาเมื่อเขาเปิดเผยว่าอยากจะแบน สั่งห้ามไม่ให้เอาสับปะรดมาใส่หน้าพิซซ่า โดยจากการรายงานของสำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจความคิดเห็นของประธานาธิบดี และทำให้เขาต้องออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อราวสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อประธานาธิบดีโยฮานเนสซันเดินทางไปเยือนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในอาคูเรย์รี เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ประธานาธิบดีได้ตอบคำถามนักเรียนในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่เขาชื่นชอบและไม่ชอบ เขากล่าวว่าตนเป็นแฟนคลับทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเกลียดพิซซ่าที่มีสับปะรดอย่างมาก

ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากสั่งห้ามไม่ให้มีการใช้สับปะรดเป็นส่วนประกอบของพิซซ่าอีกต่อไป ความเห็นนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากบนโลกออนไลน์ มีชาวเน็ตจำนวนมากที่ไม่พอใจแนวคิดการแบนพิซซ่าสับปะรดของเขา

เมื่อกระแสวิจารณ์หนักเข้า ท่านประธานาธิบดีจึงต้องออกแถลงการณ์ให้ประชาชนเข้าใจ โดยเขาได้โพสต์อธิบายลงบนหน้าเฟซบุ๊กของเขา กล่าวว่าเขาไม่มีปัญหาอะไรกับสับปะรด แต่เพียงแค่ไม่ชอบตอนที่มันอยู่บนหน้าพิซซ่าก็เท่านั้น และเขาก็ไม่สามารถห้ามความชื่นชอบของผู้คนได้
“ผมไม่มีอำนาจที่จะออกกฎหมายสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนใส่สับปะรดลงไปบนพิซซ่าของพวกเขา และผมเองก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้ ” ผู้นำแห่งประเทศไอซ์แลนด์ กล่าว
เขากล่าวอีกว่าอำนาจของประธานาธิบดีจำเป็นต้องมีขอบเขต “ผมคงจะไม่อยากดำรงตำแหน่งถ้าหากว่าผมสามารถทำได้ทุกอย่างดังที่ใจต้องการ ถ้าผมจะออกกฎหมายเพื่อสั่งห้ามอะไรที่ไม่ชอบได้ตามใจแล้วละก็ ผมคงจะไม่อยู่ในประเทศนี้อีกต่อไป และสำหรับพิซซ่านั้น ผมชอบหน้าซีฟู้ด”
ถึงแม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพิซว่า แต่ประธานาธิบดีโยฮานเนสซันก็เป็นผู้นำที่มีคะแนนนิยมสูงมาก เขาเป็นผู้นำที่ค่อนข้างติดดิน เมื่อเลิกงานแล้วจะแวะซื้อพิซซ่ากลับบ้านเป็นประจำ นอกจากนี้เขายังบริจาคเงินส่วนตัวให้กับการกุศลและเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่ร่วมเดินขบวนของกลุ่มเพศที่สามอีกด้วย

ยายวัย 99 ปลื้มใจสุด ๆ ได้ถูกตำรวจจับสมใจ นี่สิสิ่งที่อยากลองทำดูสักครั้งก่อนตาย

yai1คุณยายวัย 99 ปลื้มใจสุด ๆ หลังถูกตำรวจจับ เผยรอยยิ้มกว้างขณะอยู่ในห้องขัง นี่สิสิ่งที่อยากลองทำดูสักครั้งก่อนตาย ต้องขอบคุณคุณตำรวจที่ทำให้ฝันยายเป็นจริง

ไม่ว่าใครก็จะคงมีเรื่องบางอย่างที่อยากทำดูสักครั้งก่อนตาย ไม่ว่าจะเป็นขอเที่ยวรอบโลกดูสักครั้ง ได้ไปผจญภัยในที่แปลกใหม่ ขอดูหนังมาราธอน 10 เรื่องรวด หรืออาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการได้ชิมอาหารจานแปลก เช่นเดียวกับ คุณยายแอนนี่ รายนี้ที่แม้ว่าจะใช้ชีวิตผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาถึง 99 ปีแล้ว แต่คุณยายก็ยังมีเรื่องที่อยากลองทำดูสักครั้ง นั่นก็คือ…การถูกตำรวจจับ
ตามปกติแล้วพลเมืองที่ไม่ได้ก่อเหตุอาชญากรรมใด ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องขัง แต่เพื่อจะทำให้ความปรารถนาของคุณยายเป็นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจของเมือง Nijmegen-Zuid ในประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงได้ยกเว้นกฎดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษให้คุณยายแอนนี่โดยเฉพาะ ซึ่งจากรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 เผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปรับตัวคุณยายมาจากบ้าน อุ้มเธอเข้าไปนั่งในห้องขังพร้อมใส่กุญแจมือ ปล่อยให้คุณยายได้ซึมซาบความสุขอยู่หลายนาที ก่อนที่จะช่วยพาคุณยายกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณยายแอนนี่เป็นปลื้มขนาดไหนที่ความฝันได้เป็นจริงก่อนตาย ดังจะเห็นได้จากรอยยิ้มแห่งความสุขที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของคุณยาย ก็หวังว่าจากนี้คุณยายจะยังแฮปปี้เช่นนี้และได้ทำตามลิสต์สิ่งที่อยากทำก่อนตายได้ครบตามที่หวังไว้

จีนผุดพิธีประหลาด จับสาว ๆ มานอนลงหลุม อ้างช่วยให้รับมือปัญหาหย่าร้างได้

jin1จีนผุดพิธีประหลาด จับผู้หญิงมานอนลงหลุม อ้างช่วยให้รับมือปัญหาหย่าร้างได้ ชี้ให้ลองสัมผัสความตาย จะได้รู้ว่ายังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ช่วยให้ละทิ้งอดีตและก้าวต่อไปได้ง่ายขึ้น

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล มีรายงานถึงพิธีกรรมสุดประหลาดซึ่งกำลังตกเป็นที่ฮือฮาในสังคมจีนขณะนี้ ภายหลังมีผู้ถ่ายภาพของกลุ่มผู้หญิงที่ลงไปนอนเรียงกันภายในหลุมศพที่ชานเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ขณะเข้าร่วมพิธี “การทำสมาธิในสุสาน” ซึ่งอ้างว่าพิธีดังกล่าวจะช่วยให้พวกเธอสามารถรับมือกับปัญหาการหย่าร้างที่ผ่านมาได้
สำหรับพิธีกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นจากความคิดของ หลิว ไท่เจีย หญิงวัย 30 ปี ผู้ซึ่งเคยผ่านการหย่าร้างกับสามีมาก่อน เธอเข้าใจดีว่าช่วงเวลาหลังการหย่านั้นเต็มไปด้วยความทุกข์และยากลำบากขนาดไหน แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะก้าวผ่านมันไปได้ มาตอนนี้จึงอยากจะช่วยให้ผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญชะตาชีวิตที่คล้ายคลึงกันได้เข้าใจถึงความเป็นไปของชีวิต ช่วยให้พวกเธอวางอดีตทิ้งไว้เบื้องหลังดังที่มันควรจะเป็น เพื่อให้ก้าวเดินต่อไปได้

“ฉันรู้ถึงความรู้สึก เมื่อผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ฉันเคยคิดฆ่าตัวตายตอนที่หย่า” หลิว ไท่เจีย กล่าว พร้อมชี้ว่าในยามที่คนรู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก พวกเขาอยากมีความรู้สึกที่อยู่ใกล้ความตาย แต่ด้วยการนอนในหลุมศพนี้จะช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสกับประสบการณ์ของความตาย ที่จะช่วยเตือนว่าตัวเองมีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำในชีวิต พวกเขาต้องลืมอดีตให้ได้ และเริ่มต้นชีวิตใหม่

จากภาพที่บันทึกได้เผยให้เห็นกลุ่มผู้หญิงที่มาร่วมพิธีกรรมของเธอลงไปนอนเรียงกันในหลุมดิน มีแผ่นพลาสติกปูรองไว้ บางคนก็เพียงเอามือประสานไว้เหนือตัว ขณะที่บางคนพนมมือไว้ แม้ไม่ชัดเจนว่าพวกเธอต้องนอนอยู่ในหลุมนานเพียงไร แต่พิธีดังกล่าวนั้นเป็นเหมือนการจำลองความตายที่ช่วยให้คนเหล่านี้ผ่านความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้น โดย หลิว ไท่เจีย จะจัดพิธีดังกล่าวขึ้นทุก 2 เดือน โดยหญิงคนใดที่สนใจร่วมพิธีก็เพียงโทร. ติดต่อเธอมาเท่านั้น

“ความล้มเหลวไม่ได้น่ากลัว ฉันอยากให้ผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างทุกคนมีชีวิตของตัวเอง และประสบความสำเร็จต่อเป้าหมายในอนาคต” หลิว ไท่เจีย กล่าว

พระโบกรถข้างทาง ขอเงินแล้วขอเงินอีก-ขอติดรถกลับอุดร แบบนี้ก็ได้เหรอ !?

pap1หนุ่มโพสต์คลิปพระโบกรถขอเงินทำบุญ อ้างจะกลับวัดที่ จ.อุดรธานี แต่เท้าบวม ซ้ำยังขอเงินเพิ่มแล้วเพิ่มอีก ด้านชาวเน็ตวิจารณ์แซ่ด คาดเป็นมิจฉาชีพใช้ผ้าเหลืองหากิน

กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก สำหรับคลิปวิดีโอล่าสุด (19 มีนาคม 2560) ที่ถูกแชร์มาจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก จุฬา พลัส ครีม‎ โดยเป็นเหตุการณ์ของพระรูปหนึ่งได้ โบกรถเพื่อขอเงินทำบุญ ซึ่งผู้หญิงในรถก็ได้ให้เงินไปจำนวนหนึ่ง แต่พระรูปดังกล่าวได้พูดต่ออีกว่า ตอนแรกตนตั้งใจจะเดินกลับวัดใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี แต่เท้าบวมมาก จึงขอให้ทำบุญค่าโดยสารไปที่วัด ก่อนที่จะขอติดรถไปกับญาติโยมทั้ง 2 ซึ่งฝ่ายชายที่นั่งในรถเองก็เกิดความอึดอัด ตะขิดตะขวงใจ เพราะคาดว่า จ.อุดรธานีน่าจะไกลมาก และไปไม่ถูก
นอกจากนี้ พระรูปดังกล่าวยังอ้างอีกว่า เงินทำบุญที่ให้มานั้นไม่พอจ่ายค่ารถ ตนจึงอยากจะเงินค่าโดยสารเพิ่มเติม และเมื่อฝ่ายหญิงยื่นน้ำจะให้ พระก็ไม่เอา เธอจึงยื่นเงินให้เพิ่มแทน และเมื่อพระรูปดังกล่าวได้เงินเพิ่มแล้วก็ได้สวดมนต์ให้พร พร้อมกับระบุว่าตนจะนั่งรถตู้กลับวัด

อย่างไรก็ตามได้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยระบุว่า พระรูปนี้อาจเป็นกลุ่มมิจฉาชีพมาหลอกเอาเงินทำบุญและเคยพบเห็นวิธีการแบบนี้มาแล้ว และปกติแล้วไม่มีพระมาเดินขอเงินทำบุญเช่นนี้ ขณะที่บางส่วนมองว่า หากเป็นกลุ่มมิจฉาชีพจริงก็ควรจะได้รับผลกรรมที่หนักหนามาก เพราะเอาศรัทธาของคนมาหากิน