นอนตอนเย็นแล้วปวดหัว เป็นเพราะอะไรกันนะ ?

w600
นอนตอนกลางวันแล้วปวดหัว เป็นเพราะเรานอนทับตะวันตามคำเตือนตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณจริง ๆ หรืออาการปวดหัวหลังตื่นนอนตอนเย็นมีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้กันแน่ ลองมาหาคำตอบกัน !

ไม่ว่าจะวัยทำงานหรือวัยเรียน หากมีช่วงเวลาว่าง ๆ ให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็เชื่อได้เลยว่าหลายคนถือโอกาสนี้นอนหลับยาว ๆ ไป เพราะอยากชาร์จแบตให้ตัวเองจริง ๆ ทว่าหลังจากนอนกลางวันไปแล้ว ต้องมาเจอกับอาการปวดหัวหลังตื่นนอนนี่สิ อาการนี่ถือว่าแย่เลยเนอะ หรือบางคนก็ชอบนอนตอนเย็น ตื่นอีกทีค่ำ ๆ เคสนี้ก็ไม่พ้นจากอาการปวดหัวเหมือนกัน แต่นั่นเป็นเพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องปวดหัวหลังตื่นนอนกันด้วย มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ
นอนกลางวันแล้วปวดหัว เพราะอะไรกันนะ

สำหรับคนที่นอนกลางวัน ตั้งแต่ตอนแสงแดดยังจ้า ๆ แล้วตื่นมาตอนเย็น บรรยากาศโพล้เพล้ แสงแดดเริ่มอ่อนลงแล้ว ก็ไม่ต้องแปลกใจที่จะตื่นมาพร้อมอาการปวดหัว มึนศีรษะเป็นที่สุด เพราะการไหลเวียนเลือดในร่างกายและอุณหภูมิของตัวเรา จะปรับเปลี่ยน (เล็กน้อย) ตามอุณหภูมิของแสงภายนอก ซึ่งร่างกายเราจะรับแสงและเข้าสู่กระบวนการปรับตัวดังกล่าวได้จากการมองเห็น

ดังนั้นเมื่อเรานอนหลับ (หลับตา) ร่างกายจะปรับการไหลเวียนเลือดและอุณหภูมิอีกทีเมื่อเราลืมตาเห็นแสงกันเลย แล้วก็ปัง ! …ร่างกายจะรับรู้อัตโนมัติจากแสงที่อ่อนลง แล้วสั่งการสมองให้ปรับโทนหลอดเลือดตามเวลา และปรับอุณหภูมิร่างกายให้พอดีกัน ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการหดหรือขยายตัวอย่างทันทีทันใด จึงก่อให้เกิดอาการปวดหัวหรือบางคนก็หนักถึงเป็นไข้ได้เลย

นอนตอนเย็นแล้วปวดหัว เพราะอะไรกันนะ

คนที่ชอบนอนหลับช่วงเย็น ๆ (หลัง 16.00 น. เป็นต้นไป) ก็มักจะตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวที่รุนแรงกว่า เพราะนอกจากในช่วงตอนเย็นจะไม่ใช่เวลาที่ร่างกายควรจะนอนหลับพักผ่อนแล้ว การนอนตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วตื่นมาอีกครั้งในช่วงหัวค่ำซึ่งบรรยากาศมืดมัว ก็ส่งผลให้ร่างกายต้องปรับตัว ปรับอุณหภูมิกันวุ่นวายไปหมด ดังนั้นจึงเกิดอาการหนัก ๆ หัว ปวดศีรษะ ปวดเนื้อปวดตัวเหมือนจะเป็นไข้รุม ๆ โดยเฉพาะคนที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วลุกทันที ซึ่งอาจส่งผลให้เลือดไหลเวียนในร่างกายแกว่ง จนรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวในที่สุด

นอนตอนเย็น ฝันร้าย ?

ใครนอนหลับตอนกลางวันหรือนอนหลับตอนเย็นแล้วฝันร้ายบ่อย ๆ ทราบไหมคะว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุเหมือนกันนะ เป็นต้นว่าบางคนอาจนอนในที่ที่ร้อนมาก นอนผิดที่ผิดทาง เช่น นอนบนโซฟา นอนฟุบบนโต๊ะ หรือหลับคาเก้าอี้ การนอนหลับในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความไม่สบายกายเช่นนี้อาจนำไปสู่การเกิดฝันร้ายได้ นอกจากนี้คนที่นอนหลับเลยเวลาอาหาร หรือผล็อยหลับทั้ง ๆ ที่ท้องว่าง อาหารยังไม่ตกถึงท้องเท่าไร ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะต่ำ ก่อให้เกิดฝันร้ายได้ด้วยเช่นกันค่ะ
นอนกลางวันแล้วปวดหัว วิธีแก้มีไหม

ใครที่อดไม่ใจไม่ไหว อยู่บ้านทีไรเป็นต้องนอนกลางวันตลอด บอกเลยว่ามีทางออกที่จะช่วยเราเลี่ยงอาการปวดหัวหลังตื่นนอนตอนเย็นได้นะคะ โดยทำตามนี้ได้เลย

– เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วให้นอนนิ่ง ๆ สักพัก จากนั้นค่อย ๆ ลุกและนั่งอีกสัก 3 นาทีเป็นอย่างต่ำ จึงค่อยลุกเดินไปทำกิจกรรมตามปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เวลาเลือดไหลเวียนได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง

– ดื่มน้ำเยอะ ๆ หลังตื่นนอน น้ำจะช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งภาวะร่างกายขาดน้ำ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัวได้เช่นกัน

– กินกล้วยหอม 1 ลูก กล้วยหอมมีโพแทสเซียมค่อนข้างเยอะ ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ลดอาการวิงเวียนได้

อนกลางวันแล้วปวดหัว มีวิธีป้องกันด้วยนะ

ถ้าคิดว่าตัวเองต้องหลับกลางวันแน่ ๆ ยังไงก็ไม่รอด เราก็มีวิธีป้องกันอาการปวดหัวหลังนอนกลางวันมาฝาก และก็คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีของคุณอย่างแน่นอนค่ะ

– ควรงีบหลับในช่วงระหว่าง 13.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นาฬิกาชีวิตหรือวงจรการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ต้องการการพักผ่อน ร่างกายและสมองจะมีการตอบสนองช้าลง จึงเหมาะแก่การหลับลึกในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นอย่างดี

– ควรงีบหลับไม่เกิน 45 นาที เพราะถ้าหลับเพลินเกินกว่านั้น ร่างกายก็ต้องเหนื่อยกับการปรับตัวตอนตื่นกันอีกแล้ว ซึ่งนั่นก็จะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างที่เคยเป็นได้ง่าย ๆ

– เปิดไฟนอนตลอดช่วงที่งีบหลับ เพื่อให้ร่างกายได้รับแสงอยู่เสมอ อีกทั้งการเปิดไฟนอนจะช่วยไม่ให้เราหลับลึกจนเกินเวลาด้วย

– จิบกาแฟก่อนงีบสัก 15 นาที คาเฟอีนในกาแฟจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดหัวหลังตื่นนอนได้

– พยายามอย่ารับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเยอะจนเกินไป เพราะสุดท้ายร่างกายก็จะเปลี่ยนอาหารเหล่านี้เป็นน้ำตาล ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้คุณรู้สึกง่วงหนักมาก และตื่นมาพร้อมกับอาการอ่อนเพลียได้ ดังนั้นเลือกกินอาหารที่อุดมไฟเบอร์และอาหารที่ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะดีกว่า

การงีบหลับกลางวันจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายนะคะ เพราะช่วยปลุกความสดชื่นให้เราได้อย่างเต็มที่ ทว่าการหลับตอนกลางวันที่ดีก็ควรเป็นไปตามคำแนะนำข้างต้นด้วย เพื่อป้องกันอาการปวดหัวหลังนอนกลางวันที่ใครก็ไม่อยากเจอ

เผยเส้นทางรัก อบต.สาว จากครั้งกอดศพสามี ก่อนถูก นายกหมึก สั่งฆ่าโหด

2_25 a1_400_1เผยเส้นทางรัก สาว อบต. จากครั้งกอดศพสามีคนแรก สู่การถูกนายกหมึกสั่งฆ่า หลังจากการจดทะเบียนสมรสครั้งที่ 3

จากข่าวที่ น.ส.วีรญาภา งามวิลัย หรือ เปิ้ล อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่นโยบายและแผน อบต.บึงชำอ้อ จ.ปทุมธานี ถูกมือปืนประกบสังหารคารถยนต์ บริเวณริมถนนคลองเจ็ด วังน้อย-ธัญบุรี หมู่ 1 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนที่จะพบว่าผู้บงการฆ่าคือ นายทวีวงศ์ ทองยืน หรือ นายกหมึก อดีตนายก อบต.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นอดีตสามีของเธอนั้น

คดีนี้หากเจาะลึกลงไปจะพบว่า เรื่องราวส่วนใหญ่มาจากปมเรื่องความรักของ น.ส.วีรญาภา แทบทั้งสิ้น ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์ ระบุว่า ผู้ตายเป็นหญิงสาวที่มีผู้ชายจำนวนมากเข้ามาติดพัน เนื่องจากเป็นหญิงหน้าตาดี คุยเก่ง ร่าเริง ก่อนที่เธอจะเลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ นายสุภาพ เขียวชอุ่ม อดีตนายก อบต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี แต่ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตคู่กันได้ไม่นาน เมื่อนายสุภาพ ถูกคนร้ายใช้ปืนไรเฟิล ยิงเสียชีวิต เมื่อกลางดึกของวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 โดยในวันเกิดเหตุนั้น น.ส.วีรญาภา ถึงขั้นร่ำไห้กอดศพสามีอยู่ในที่เกิดเหตุ
จากนั้นไม่นาน น.ส.วีรญาภา ก็พบรักใหม่อีกครั้งกับ นายทวีวงศ์ หรือ นายกหมึก ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายก อบต.พานทอง โดยทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันด้วย แต่ก็มาหย่าร้างกันไปเมื่อปี 2557 เนื่องจากผู้ตายจับได้ว่า นายกหมึก มีลูกเมียอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ น.ส.วีรญาภา จะเสียชีวิต เธอได้พบรักใหม่กับ นายไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ อดีตกำนันคนดังและเจ้าของรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่ จ.ระยอง แต่ระหว่างนั้นก็ยังคงติดต่ออยู่กับ นายกหมึก แต่จุดแตกหักที่อดีตสามีเลือกจะจ้างสังหารเธอ มาจากการทราบข่าว่า น.ส.วีรญาภา ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับนายไพโรจน์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเรื่องหน้าเศร้าที่ทะเบียนสมรสดังกล่าวต้องมาเปื้อนเลือด ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลัง นายกหมึก จ้างมือปืนมาปลิดชีพเธออย่างเลือดเย็น ขณะที่ผู้บงการฆ่าก็นั่งอยู่ในเบาะข้าง ๆ ในรถผู้ตายด้วย
ทั้งนี้หลัง นายทวีวงศ์ ถูกจับกุมและพาไปทำแผนนั้น ผู้ต้องหาสารภาพว่า สาเหตุจ้างวานฆ่าอดีตภรรยานั้น เป็นเพราะแม้จะหย่ากับฝ่ายหญิงมา 2 ปี แต่ยังมีการไปมาหาสู่ และส่งเงินเลี้ยงดูอยู่เสมอ แต่ภายหลังฝ่ายหญิงได้ตีตัวออกห่าง ไม่เคยสำนึกบุญคุณที่เคยช่วยเหลือ ซึ่งตลอดเวลารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ พร้อมระบุฝ่ายหญิงนั้นต่อหน้าดูเรียบร้อย แต่ลับหลังเป็นอีกอย่าง และทันทีที่รู้ว่าผู้ตายไปมีคนรักใหม่ จึงโกรธแค้น จนต้องจ้างคนมาสังหาร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ไปกราบโลงศพอดีตภรรยาคนนี้อีกด้วย (อ่านข่าว : นายกหมึก ลั่นไม่ไปกราบศพ เปิ้ล อบต. สาว สารภาพช้ำ ฝ่ายหญิงไม่เคยสำนึกบุญคุณ)

ซูโม่กิ๊ก โพสต์แจงดราม่ามูลนิธิเพื่อนช้าง หลังถูกวิจารณ์หนัก

a3_168ซูโม่กิ๊ก โพสต์แจงดราม่ามูลนิธิเพื่อนช้าง พร้อมขอโทษที่ทำให้ทุกคนเข้าใจผิด ครั้งต่อไปจะพยายามอยู่เงียบ ๆ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2560 เฟซบุ๊ก Kiat Kitcharoen ของซูโม่กิ๊ก ได้มีการโพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับดราม่าประเด็นมูลนิธิเพื่อนช้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้โพสต์เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไปว่า เบียร์ช้างควรเข้าไปช่วยเหลือมูลนิธิดังกล่าว เพราะธุรกิจทุกวันนี้ที่ยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะช้าง ทำให้ถูกหลายฝ่ายวิจารณ์ โดยโพสต์ชี้แจงมีดังนี้

ขอชี้แจงนิดนึงนะครับ

อยากให้ทุกคนได้อ่านโพสต์ของผมอีกสักครั้งนะครับ ผมไม่เคยบอกว่ามูลนิธิเป็นหนี้เป็นสิน หรืออะไร ผมแค่บอกว่าเค้าจะเลิกทำแล้วน่าเสียดาย น่าจะให้เบียร์ช้างเข้ามาช่วยเหลือนะ…ประมาณนี้

ถ้าผมเป็นคนที่ทำให้ทุกคนเข้าใจผิด ผมก็ขอโทษทุกคนที่เข้ามาอ่านมาแชร์ข้อความของผมไปละกันครับ ผมสมองน้อยไปหน่อย คราวหน้าจะพยายามอยู่เงียบ ๆ ครับ

รวบแล้ว ! หนุ่มรัวปืนเอ็ม 16 ใส่เพื่อนบ้านตอนใส่บาตร รับแค้นถูกนินทา ไม่รู้จักทำมาหากิน !

01_34ตำรวจรวบ หนุ่มรัวปืนเอ็ม 16 ใส่เพื่อนบ้านขณะใส่บาตร รับเก็บกดที่ถูกเพื่อนบ้านนินทาว่า ไม่ทำมาหากิน ตรวจสอบไม่พบอาการทางจิต

จากกรณีหนุ่มคลั่งก่อเหตุรัวเอ็ม 16 ใส่เพื่อนบ้านขณะใส่บาตร เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย ใน ต.ท่าสว่าง อ.เมืองสุรินทร์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ก่อนหลบหนีนั้น [อ่านข่าว : สลด หนุ่มคลั่งถล่มเอ็ม 16 ใส่เพื่อนบ้านขณะใส่บาตร ดับ 1 เจ็บ 3]
ล่าสุดวานนี้ (17 มีนาคม 2560) มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เข้าจับกุม นายเดชา หรือ เทือง คงชูดี อายุ 38 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าวได้ขณะที่เจ้าตัวเดินทางมาทำการเบิกเงินสดจำนวน 3 แสนบาท ที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงเทพ สาขาสุรินทร์ จนทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุม เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการอายัดเงินในบัญชีของผู้ต้องหาทั้งหมดไว้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า นายเดชา ให้การว่า ตนได้สั่งซื้ออาวุธปืนเอ็ม 16 ผ่านทางเฟซบุ๊กและชอบสะสมอาวุธสงคราม ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุเพราะเก็บกดที่ถูกนินทาว่าร้ายมาตลอด 5-6 เดือน ว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่ทำมาหากิน จึงเกิดความเครียดและลงมือดังกล่าว

ขณะที่ น.พ.ต.อ. ยศวัจน์ งามสง่า ผู้กำกับ สภ.เมืองสุรินทร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัติของ นายเดชา ไม่พบประวัติการเข้ารับการรักษาอาการทางจิต แต่เป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร โดยหลังจากนี้จะยื่นขอฝากขังต่อศาลในวันที่ 18 มีนาคม 2560 ต่อไป

ป๋าต๊อบ ปฏิญญา สุดแมน ขอรับดูแลลูกแทน ยู่ยี่ อลิสา – ทนายเชื่อ รื้อคดีนี้ยากมาก

2_450ทนายชื่อดัง เผยคดี ยู่ยี่ อลิสา เป็นการนำเข้ายาเสพติด มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 20 ปี ไม่เกี่ยวกับปริมาณ ชี้รื้อคดียาก-ขออภัยโทษยาก ด้านป๋าต๊อบ เชื่อ ยู่ยี่ เลิกยานานแล้ว รับเป็นคนดูแลลูก ๆ ให้

จากกรณีที่โลกออนไลน์ผุดแฮชแท็ก #FreeYuyee เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ นางชัชชญา เกวสต้า รามอส หรือ ยู่ยี่ อลิสา อินทุสมิต อดีตนักร้อง นักแสดงและนางแบบเซ็กซี่ชื่อดัง ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี 3 เดือน ปรับ 1.5 ล้านบาท ฐานความผิดนำเข้าในราชอาณาจักรและมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) และครอบครองสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น [อ่านข่าว : ศาลฎีกาตัดสินจำคุก ยู่ยี่ อลิสา 15 ปี ฐานครอบครองโคเคน]

ล่าสุดวานนี้ (17 มีนาคม 2560) รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่อง AMARIN TV รายงานว่า นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังกล่าวถึงคดีของ ยู่ยี่ อลิสา ว่า คดีนี้ต้องดูในเรื่องของกฎหมายคือ เป็นการนำเข้ายาเสพติด เนื่องจาก ยู่ยี่ อลิสา ถูกจับขณะเดินทางมาจากเวียดนาม และแม้ว่าในการต่อสู้ในชั้นศาล จำเลยจะปฏิเสธว่าตนเองได้รับกล่องช็อกโกแลตมาจากคนอื่น ไม่รู้ว่าด้านในมียาเสพติด ก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเรื่องที่ตัวเลขของจำนวนยาเสพติดมีการเพิ่มขึ้นจาก 5 มิลลิกรัม เป็น 251 มิลลิกรัม ทนายชื่อดัง กล่าวว่า โทษของการนำเข้ายาเสพติดไม่ว่าจะนำเข้ายาเสพติดในปริมาณเท่าใด โทษขั้นต่ำต้องติดคุก 20 ปีหรือตลอดชีวิต ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุก ยู่ยี่ อลิสา เป็นเวลา 15 ปี ถือว่าเป็นการลดโทษให้จำเลยแล้ว แต่การที่โลกออนไลน์มีการติด แฮชแท็ก #FreeYuyee อาจเป็นไปได้ว่า ในต่างประเทศยังไม่เข้าใจกระบวนการกฎหมายของไทย และหากจะรื้อคดีคงยาก เพราะคดีนี้ต่างจากคดีของครูจอมทรัพย์ที่ต้องหาหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ความจริง แต่กรณีของ ยู่ยี่ อลิสา เป็นการเจอยาเสพติดซึ่ง ๆ หน้า ซึ่งยังมีอีกวิธีคือการขออภัยโทษ แต่การขออภัยโทษในคดียาเสพติดก็ยากเช่นกัน

ด้าน ป๋าต๊อบ ปฏิญญา ควรตระกูล ไฮโซชื่อดัง กล่าวว่า ส่วนตัวมั่นใจว่า ยู่ยี่ เลิกยาเสพติดนานแล้ว ส่วนลูก ๆ ทั้ง 3 คนของยู่ยี่ ตนก็เป็นคนดูแลอยู่

จากการสอบถามเพื่อนนักโทษของ ยู่ยี่ อลิสา ซึ่งตอนนี้พ้นโทษออกมาแล้ว เปิดเผยว่า ตนเองได้เจอกับยู่ยี่ในแดนแรกรับ และได้เข้าไปพูดคุยเพราะเห็นอีกฝ่ายไม่สุงสิงกับใครและดูท่าทางเศร้า ๆ ดูเหม่อ ๆ เมื่อเข้าไปพูดคุยแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนนิสัยดี แต่จะมีอาการปวดท้อง เข้าโรงพยาบาลบ่อย เขาฝากความหวังไว้ที่ศาลฎีกา และเสียใจที่ศาลยกคำร้อง

ด้าน นายณัฐนันท์ กัลป์ยาศิริ ทนายที่สามีของ ยู่ยี่ อลิสา ประสานให้เข้ามาทำคดี กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ตัดสินใจเข้ามารับคดี เพราะต้องหารือกับสามีของผู้ต้องหาก่อนว่า มีหลักฐานใหม่ที่จะสามารถนำมารื้อคดีใหม่ได้หรือไม่

5 ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน

u90995 สิ่งที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ไม่ใช่งานที่ง่ายและสบาย มาทำความเข้าใจพวกเธอใหม่กันเถอะ

ในปัจจุบันนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ออกมาทำงานนอกบ้านกันเสียหมด เพราะมีความรู้ความสามารถเก่งไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว แต่ทว่าเมื่อพวกเธอตั้งท้อง อาจทำให้การทำงานนั้นไม่สะดวกและส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ จึงทำให้พวกเธอลาออกจากงาน เพื่ออยู่บ้านพักรักษาตัว เป็นคุณแม่ลูกอ่อนที่เลี้ยงลูกเต็มเวลาและดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นงานที่ง่ายและสบาย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านกันเสียใหม่ ว่าพวกเธอนั้นไม่ได้เป็นแบบที่หลาย ๆ คนคิด

1. ไม่มีงาน ไม่มีรายได้

เมื่อพูดถึงสาว ๆ ที่ลาออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงลูกอยู่บ้าน หลาย ๆ คนก็คงจะคิดว่าพวกเธอต้องขาดรายได้แน่ ๆ และอาจจะลำบากในอนาคต เพราะเงินคือปัจจัยที่ 5 ยิ่งมีลูกด้วยแล้วค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเยอะตาม ทว่าความจริงแล้วยังมีหนทางหารายได้จากการอยู่บ้าน อย่างคุณแม่ที่มีฝีมือก็อาจประดิษฐ์งานหัตถกรรมต่าง ๆ ออกมาวางขาย หรือจะทำอาหาร ทำขนมออกมาวางขายก็ได้เช่นกันค่ะ

2. ออกไปนั่งชิลดื่มกาแฟกับเพื่อน ๆ

อันที่จริงแล้วงานภายในบ้านนั้นมีอะไรตั้งเยอะแยะ ทั้งกวาดบ้าน ซักผ้า เตรียมกับข้าว ไหนจะต้องดูแลเจ้าตัวน้อยโดยการเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนข้าว ป้อนนม ดังนั้นกาแฟที่คุณแม่ดื่มมีเพียงแค่ตอนเช้าเท่านั้น แถมไม่ได้ออกไปนั่งชิลคุยกับเพื่อน ๆ แบบที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจผิดอีกด้วย
3. ไม่ดูแลตนเอง

ภาพลักษณ์ของสาว ๆ ที่ออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกแบบที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจคือหน้าสด ผมฟู เสื้อผ้าตัวใหญ่โคร่ง เพราะคิดว่าพวกเธอคงไม่ดูแลตัวเอง เลยทำให้มีภาพลักษณ์แบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วหากพวกเธอมีเหตุจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ไปงานเลี้ยงที่เป็นทางการ พวกเธอก็พร้อมที่จะแต่งหน้า ทำผม ให้สวยสง่าจนทำเอาหลาย ๆ คนอึ้งไปเลยล่ะ
4. ภายในบ้านดูสะอาดเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา

อีกหนึ่งสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปมักจะเข้าใจผิด คิดว่าภายในบ้านที่คุณแม่อยู่นั้นต้องสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพราะคิดว่าพวกเธออยู่บ้านก็น่าจะทำความไว้สะอาดไว้อย่างดี แต่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เหล่าคุณแม่ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูแล้วก็จริง แต่เจ้าตัวเล็กสุดแสนซนเนี่ยสิ ที่จะมาทำให้ภายในบ้านรกและวุ่นวายเหมือนเดิม
5. อยู่บ้านว่าง ๆ น่าเบื่อแน่ ๆ

มาถึงความเข้าใจผิดข้อสุดท้าย ที่หลาย ๆ คนคิดว่าเหล่าคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน วัน ๆ คงไม่มีอะไรทำ แต่ความจริงแล้วนั้นพวกเธอมีอะไรให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ นอกจากงานบ้านเลี้ยงคอยดูแลทารกน้อยแล้ว พวกเธอยังคอยเฝ้ามองการเจริญเติบโต พัฒนาการของลูกน้อย ค้นหาหนังสือ รายการ เพลง ที่มีประโยชน์ต่อเจ้าตัวเล็ก และเล่นสนุกไปด้วยกันอย่างมีความสุข

รู้แบบนี้แล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาว ๆ ลาออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงลูกอยู่บ้านใหม่กันนะคะ เพราะถึงแม้จะออกจากงาน แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะอยู่บ้านว่างงานเฉย ๆ ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ เช่น งานบ้านทั้งหลาย ป้อนข้าวป้อนนม เตรีบมทำอาหาร และอีกสารพัดที่หากได้ลองมาทำเองจะรู้เลยล่ะว่ามันเหนื่อยแค่ไหน

7 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อเตรียมรับมือกับเจ้าตัวเล็ก

u6257 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะออกมาลืมตาดูโลก

สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงอย่างเรา ๆ ก็คือการได้เป็นแม่คน ซึ่งสาว ๆ ต้องอดทนและเสียสละเป็นระยะเวลา 9 เดือน ยิ่งในช่วงเดือนที่ 7-9 หรือไตรมาสที่สาม เป็นช่วงสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยล่ะค่ะ เพราะใกล้ที่จะให้กำเนิดอีกหนึ่งชีวิตแล้ว แต่ก่อนที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะออกมาลืมตาดูโลก กระปุกดอทคอมจะขอพาไปดู 10 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อที่จะได้คลอดลูกน้อยออกมาอย่างสบายใจหายห่วง
1. เตรียมตั้งชื่อเจ้าตัวเล็ก

คุณพ่อและคุณแม่ควรจะปรึกษากันเรื่องชื่อของลูกน้อยเอาไว้ก่อน เพราะถ้าหากถึงเวลาคลอดแล้วยังตัดสินใจกันไม่ได้ ทางโรงพยาบาลจะตั้งให้ก่อนทันที และต้องมาวุ่นวายทีหลังถ้าหากต้องการเปลี่ยนชื่อ ทางที่ดีทั้งคู่ควรจะปรึกษากันให้เรียบร้อย หาชื่อความหมายดี ๆ เพื่อที่จะได้บอกกับเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลได้เลยค่ะ

2. กำหนดวันเวลาที่คลอด

ข้อนี้คุณแม่จะต้องปรึกษาคุณหมอที่ดูแลให้ดีว่ากำหนดคลอดนั้นช่วงเวลาวันไหนถึงจะดีที่สุดต่อตัวคุณแม่และคุณลูก ถ้าหากไม่ได้มีปัญหาทางด้านสุขภาพที่จำเป็นจะต้องผ่าคลอดก็ควรคลอดแบบธรรมชาติ เพื่อที่ลูกน้อยจะได้ออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ และมีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงวันกำหนดคลอดจริง ๆ ค่ะ

3. ถ่ายรูปในช่วงที่ท้องกำลังโต

เพื่อเป็นการเก็บภาพความทรงจำ คุณแม่อาจจะถ่ายรูปตัวเองท้องป่องในอิริยาบถต่าง ๆ ถ่ายร่วมกับคุณพ่อ ญาติ ๆ หรือเพื่อน ๆ เพราะเมื่อในวันที่เจ้าตัวน้อยเติบโต คุณแม่ก็สามารถเอารูปเหล่านี้ให้พวกเขาดูได้และบอกกับเด็ก ๆ ว่าครั้งหนึ่งหนู ๆ เคยอยู่ในท้องป่อง ๆ ของแม่นะ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยด้วยค่ะ

4. เตรียมของใช้สำหรับลูกน้อย

แน่นอนว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าก็จะมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาร่วมอาศัยในบ้าน ดังนั้นคุณแม่จึงควรหาข้าวของต่าง ๆ สำหรับเด็กแรกเกิด เพื่อเตรียมไว้ให้พร้อม อย่างเช่น ผ้าอ้อม ถุงมือ ถุงเท้า แผ่นเช็ดทำความสะอาด อุปกรณ์อาบน้ำและรถเข็นเด็กไว้สำหรับมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางออกไปนอกบ้านค่ะ
5. หาแม่บ้านทำความสะอาด

ในช่วงไตรมาสที่สามนี้ คุณแม่อาจจะทำงานบ้านเองไม่สะดวกนัก และหากสามีต้องทำงานไม่ว่างที่จะทำงานบ้าน คุณแม่ก็อาจจะจ้างหรือหาแม่บ้านมาเป็นผู้ช่วยไว้สักคน อีกทั้งเผื่อเวลาที่คุณแม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจจะทำให้บ้านสกปรกมีฝุ่นละออง ซึ่งนั่นไม่ดีกับทารกแน่ ๆ ค่ะ ดังนั้นถ้าหากไม่มีคนช่วยทำงานบ้านจริง ๆ ก็อาจจะจ้างแม่บ้านเป็นครั้งคราวแทนได้ค่ะ

6. เตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้พร้อม

ว่าที่คุณแม่คงจะไม่อยากวุ่นวายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่จะคลอดน้องใช่ไหมคะ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดไว้ให้พร้อม ซึ่งในกระเป๋าของคุณแม่นี้ควรมีเอกสารทางราชการส่วนตัว สมุดฝากครรภ์ ของใช้ส่วนตัว และชุดชั้นใน เพื่อที่มีอาการเจ็บท้องคุณแม่จะได้ไปโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีค่ะ

7. ผ่อนคลายทำใจให้สบาย

เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องเกิดอาการกังวลกับการคลอดที่กำลังใกล้เข้ามา และเพื่อเป็นการผ่อนคลาย คุณแม่อาจจะออกไปดูหนัง ทานข้าว เดินเล่นในสวนสาธารณะ นัดคุยกับเพื่อน ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสม แต่ทั้งนี้หากออกนอกบ้านควรระมัดระวังในการเคลื่อนไหวด้วยนะคะ

คุณแม่ใกล้คลอดที่อยู่ในช่วงไตรมาสที่สามควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยใกล้ลืมตาออกมาดูโลก อีกทั้งควรเตรียมตัวรับมือไว้ให้พร้อมแบบ 7 ข้อข้างต้น เพื่อที่ถึงเวลาเจ็บท้องคุณแม่จะได้ไม่ต้องฉุกละหุกวุ่นวายและคลอดน้องได้อย่างสบายใจปลอดภัยทั้งแม่และลูกค่ะ

6 วิธีรับมือเมื่อลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด

01_44เลี้ยงลูก 6 วิธีรับมือเมื่อรู้ว่าลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด คุณพ่อคุณแม่คนไหนกำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ มาดูวิธีดูแลลูกแพ้อาหารแบบง่าย ๆ กันค่ะ

เมื่อไรก็ตามที่คุณแม่พบว่าลูกแพ้อาหารบางชนิด นั่นหมายความว่าการใส่ใจดูแลก็จะต้องเพิ่มมากขึ้นแล้ว เพราะการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำให้ถึงกับเจ็บป่วยไม่สบายหรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักของคุณเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมาละก็ กระปุกดอทคอมขอแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรรับมือตาม 6 วิธีนี้ให้ไวเลยค่ะ เมื่อรู้ทันแล้วอันตรายก็ไม่เกิดแน่นอน

1. พาไปพบหมอเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยว่าลูกแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร ลองพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เผื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่ดีและเหมาะสม คุณพ่อคุณแม่จะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ถูกวิธียังไงล่ะ

2. เข้าครัวทำอาหารเอง

ถ้าเป็นกังวลว่าอาหารที่ลูกกินนอกบ้าน หรืออาหารที่ซื้อมาให้เขาจะมีส่วนผสมที่ทำให้แพ้หรือไม่ บอกเลยว่าแทนที่จะมานั่งเครียดอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็ทำอาหารให้ลูกเองเลยค่ะ เพราะคุณเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเขาแพ้อาหารชนิดไหนบ้าง แถมการทำด้วยความรักให้เขา ยังไงเขาก็ต้องกินอย่างมีความสุขกว่าการซื้ออาหารข้างนอกมาให้กินแน่นอน ที่สำคัญคือปลอดภัยไร้กังวลด้วย

3. เตรียมข้าวกล่องสำหรับวันไปเรียน

ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะไปแจ้งกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกไว้แล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจค่ะ ทางที่ดีให้เตรียมข้าวกล่องสำหรับกินตอนกลางวันไปให้เขาเองดีกว่า และอาจจะมีพวกขนมติดไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะบางทีเด็กอาจจะลืมตัวไปกินขนมหรืออาหารที่อาจจะมีส่วนผสมที่แพ้อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้

4. บอกลูกรักให้เข้าใจ

นี่แหละคือสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคุณไม่อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงอาการแพ้อาหาร หรือไม่บอกว่าเขาไม่ควรกินอาหารชนิดไหนบ้าง เขาก็อาจจะไปเผลอกินโดยไม่รู้ตัว หากลูกของคุณโตพอที่จะอ่านหนังสือออกแล้ว ก็ควรบอกให้เขาอ่านรายละเอียดบนแพ็กเกจก่อนหยิบมากิน เพราะลูกไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา ฉะนั้นอธิบายให้เขาเข้าใจก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

5. อธิบายเรื่องนี้กับญาติพี่น้อง

หากที่บ้านของคุณไม่ได้อยู่กันแค่พ่อแม่ลูก แต่มีพี่ป้าน้าอาอาศัยอยู่ร่วมชายคาด้วย คุณก็ควรบอกเรื่องเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาไม่รู้ ก็อาจจะหยิบยื่นอะไรไปเรื่อยให้ลูกคุณกินในเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือกันไว้ก่อนดีกว่าแก้นะคะ

6. ปรึกษากับบรรดาคุณพ่อคุณแม่คนอื่น

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่าที่คิด การที่คุณจะได้พูดคุยปรึกษาเรื่องราวของลูกตัวเองกับคุณพ่อคุณแม่คนอื่น ถือว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ลองเข้าไปแชร์เรื่องราวของตัวคุณ หรือหาอ่านเรื่องราวประสบการณ์ของพ่อแม่ที่เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องลูกแพ้อาหารไว้บ้างก็ได้ เผื่อคุณจะได้นำไปปรับใช้กับตัวเอง เผลอ ๆ อาจจะได้คำแนะนำดี ๆ เพิ่มเติมด้วยนะ

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่หากรับมือให้เป็นด้วย 6 วิธีนี้ไว้ก่อน บอกเลยว่าอันตรายทั้งหลายก็จะไม่เกิดกับลูกของคุณ ยอมเสียเวลาและยอมเหนื่อยหน่อย แต่ได้ความปลอดภัยและความสบายใจก็ดีเว่อร์ ๆ แล้วค่ะ ^_^

วิธีทำความสะอาดจมูกเบบี๋ คุณแม่มือใหม่ห้ามพลาด !

b250อะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องทำความสะอาดจมูกลูกกันได้แล้ว ลูกน้อยร้องโยเย เสียงหายใจแปลก ๆ มีน้ำมูกหรือขี้มูกอยู่ในจมูก อาการแบบนี้แหละค่ะ ถึงเวลาแล้วที่คุณแม่มือใหม่ควรเรียนรู้วิธีการทำความสะอาดจมูกของเบบี๋กัน

อาการคัดจมูกในเด็กนั้นอาจเกิดจากสภาพอากาศที่แห้ง มีสิ่งสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในจมูก เช่น ฝุ่นควัน ขนสัตว์ ละอองเกสร น้ำหอม แป้งฝุ่น เป็นต้น เมื่อลูกน้อยเกิดอาการนี้แล้ว แน่นอนว่าคุณแม่มือใหม่อาจเกิดความกังวลใจไม่น้อย เมื่อเห็นเบบี๋มีอาการไม่สบายตัวเนื่องจากหายใจไม่ออก เพราะจมูกเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ของเบบี๋นี่แหละค่ะทำให้คุณแม่หลายคนเกิดอาการประหม่าทุกครั้งที่คิดจะทำความสะอาดจมูกลูกด้วยตัวเอง ทั้งกลัวลูกจะเจ็บ กลัวจะทำให้ลูกเลือดตกยางออก กลัวว่าจะทำไม่ถูกวิธี วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีการทำความสะอาดจมูกให้เจ้าตัวน้อยที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ รับรองทำตามนี้แล้วจะช่วยคลายความกังวลและสร้างความมั่นใจของคุณแม่ได้ด้วยค่ะ

1. คอตตอนบัดชุบน้ำเกลือ

ใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดเล็กชุบน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ เช็ดทำความสะอาด ถ้าไม่มีคอตตอนบัดให้ใช้สำลีพันปลายไม้ที่ไม่แหลมแทน ระวังเวลาเช็ดทำความสะอาดอย่านำปลายคอตตอนบัดเข้าไปลึกมาก เพราะอาจจะทำลายเยื่อบุโพรงจมูก และเบบี๋จะรู้สึกเจ็บแน่นอนค่ะ

2. ลูกยางดูดน้ำมูก

อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่ลูกยางดูดน้ำมูกและน้ำเกลือซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ เพียงแค่จัดท่าให้เบบี๋นอนหงายโดยให้ศีรษะยกสูงเพื่อป้องกันการสำลัก หยดน้ำเกลือในรูจมูกข้างละ 2-3 หยด รอสักครู่ จากนั้นบีบลูกยางดูดน้ำมูกเพื่อให้ลมออก(อย่าเพิ่งปล่อยมือ) นำลูกยางใส่ในรูจมูกแล้วปล่อยมือเพื่อให้แรงลมดูดน้ำมูกออกมา บีบน้ำมูกในลูกยางทิ้งและทำซ้ำกันจนกว่าน้ำมูกจะหมด

3. เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ

หากลูกมีขี้มูกที่ค่อนข้างแห้ง ให้หยดน้ำเกลือในรูจมูกประมาณ 2-3 หยดก่อนนะคะ จากนั้นนำปลายหัวดูดใส่ในรูจมูก กดปุ่ม เครื่องก็ทำการดูดน้ำมูกออกมาค่ะ วิธีนี้ก็สะดวกและใช้งานง่ายค่ะ

4. ใช้ปากคุณแม่ดูดน้ำมูก

ไม่ต้องแปลกใจค่ะ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นแม่รุ่นยายกันแล้วค่ะ คุณแม่เพียงแค่ใช้ปากดูดน้ำมูกออกมา แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดและเชื้อโรคกันเป็นพิเศษนะคะ

ทั้งนี้การหนุนหัวลูกให้สูงขึ้นเวลานอนก็เป็นอีกวิธีการนึงที่จะทำให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวกขึ้น ไม่ควรนอนหงายในลักษณะที่ระดับศีรษะกับลำตัวเท่ากัน

เวลาผู้ใหญ่อย่างเราป่วยไม่สบาย คัดจมูกหรือมีขี้มูก เรายังสามารถสั่งน้ำมูกหรือทำความสะอาดจมูกเองได้ แต่เด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อนนั้นยังไม่สามารถทำได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือหมั่นสังเกตอาการหรือสิ่งผิดปกติของลูกน้อยอยู่เสมอ และนำวิธีที่นำเสนอไปลองใช้กันนะคะ แค่นี้ก็จะช่วยให้คุณเป็นซุปเปอร์มัมเลี้ยงลูกได้อย่างมั่นใจหายห่วงแล้วค่ะ

ดอกอัญชันทาคิ้วทารก ช่วยให้คิ้วลูกน้อยดกดำจริงหรือ ?

600_8ดอกอัญชันทาคิ้วทารก ตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่าจะช่วยทำให้คิ้วดกดำ เรียงตัวสวย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ มาไขข้อสงสัยกันเลยค่ะ

ตั้งแต่โบร่ำโบราณมา ตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่า ทารกแรกเกิดหากอยากให้โตมามีคิ้วดกดำเรียงตัวสวย ให้นำ “ดอกอัญชัน” มาบดแล้วทาที่คิ้ว ซึ่งความเชื่อนี้ปัจจุบันก็ยังคงมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา จึงทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในใจว่าเรื่องนี้จริงแท้แค่ไหน อันตรายหรือเปล่า ทำแล้วช่วยให้คิ้วดกดำได้จริงหรือไม่ ? วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปไขข้อสงสัยกันค่ะ
สำหรับดอกอัญชัน จัดเป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ในดอกอัญชัญนั้นมี “สารแอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการงอกใหม่ของเซลล์รากผม ช่วยบำรุงหนังศีรษะ และป้องกันผมหงอกก่อนวัย ดังนั้นจากข้อพิสูจน์นี้จึงสรุปความเชื่อของคนโบราณได้ว่า การใช้ดอกอัญชันทาคิ้วทารก หรือทาผมจะช่วยให้คิ้วและผมของลูกน้อยดกดำขึ้นได้นั้นเป็น “เรื่องจริง” ค่ะ

ทั้งนี้สำหรับคุณแม่คนไหนที่อยากจะใช้ดอกอัญชัญมาเป็นตัวช่วย ทำให้คิ้วและผมของลูกน้อยดกดำ วิธีการทำก็ง่าย ๆ เลยค่ะ เพียงแค่นำดอกอัญชันประมาณ 6-7 ดอก มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาบด (คั้นเอาแต่น้ำ) แล้วนำมาทาที่คิ้วหรือโคนผม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกให้สะอาด หากทำบ่อย ๆ ประมาณ 4-5 ครั้ง รับรองว่าโตมาลูกน้อยของคุณจะมีคิ้วและผมดกดำอย่างแน่นอน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อที่คุณแม่ควรระมัดระวังด้วยนะคะ เนื่องจากผิวของลูกน้อยนั้นยังมีความบอบบาง ซึ่งอาจเกิดอาการแพ้และมีผื่นคันได้ ดังนั้นทางที่ดี แนะนำให้เริ่มทำตอนอายุ 1 เดือนเป็นต้นไปจะปลอดภัยกว่าค่ะ

เอ้า ! คราวนี้ก็คงหมดข้อสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะ เพราะสรุปก็คือดอกอัญชันสามารถช่วยทำให้คิ้วดกดำขึ้นได้จริง หากคุณแม่คนไหนที่อยากจะเอาดอกอัญชันมาทาคิ้วให้เจ้าตัวน้อยละก็ ทีนี้ก็คงมั่นใจ หมดกังวลกันได้แล้วเนอะ ^^